<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เบรกน้ำมันถั่วเหลืองขึ้นราคา เหตุไม่พบปัจจัยกดดันต้นทุน พร้อมขอห้างจัดโปร]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/73744</link>
<guid isPermaLink="false">cca5c771406abc46eaddfdd455c1f115</guid>
<pubDate>Fri, 01 Nov 2024 10:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><strong>กรมการค้าภายในเบรกผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองปรับขึ้นราคา เหตุไม่มีปัจจัยกระทบต้นทุนการผลิต เพื่อดูแลผู้บริโภค ส่วนน้ำมันปาล์ม ขอความร่วมมือผู้ผลิตชะลอการปรับราคาให้นานที่สุด หลังต้นทุนเพิ่ม จากผลผลิตลดลง พร้อมขอห้างช่วยจัดโปรโมชัน ดูแลผู้บริโภค ย้ำหากพบโก่งราคา เล่นงานตามกฎหมาย</strong><br />
<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองจะปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำมันถั่วเหลืองขวด ว่า กรมได้ขอให้ผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองระงับการปรับขึ้นราคาจำหน่ายไว้ก่อน เพราะจากการติดตามสถานการณ์ปัจจัยที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตน้ำมันถั่วเหลืองในปัจจุบัน ยังไม่มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบจนเป็นเหตุให้ต้องมีการปรับราคาจำหน่ายแต่อย่างใด ซึ่งผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมือ เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค<br />
<br />
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังจะร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดทำโปรโมชันตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน<br />
<br />
ส่วนสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน ขณะนี้ราคาเฉลี่ยที่ขวดละ 43-48 บาท ตามต้นทุนเก่า-ใหม่ ซึ่งกรมได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดชะลอการปรับราคาออกไปให้นานที่สุด เพราะขณะนี้ ต้นทุนปาล์มสูงขึ้น จากการที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น และผลผลิตจะออกสู่ตลาดปกติตั้งแต่ ม.ค.2568 เป็นต้นไป</span></p>

<p><span style="color:#000000;">นอกจากนี้ เพื่อบริหารสมดุลสต๊อกปาล์ม นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการหารือร่วมกับสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ถึงแนวทางการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งความต้องการบริโภคและการใช้ในภาคพลังงาน โดย สมาคมฯ ได้ให้ความร่วมมืองดการส่งออกน้ำมันปาล์มในช่วงนี้ จนกว่าสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันจะเข้าสู่ภาวะปกติ<br />
<br />
ขณะเดียวกัน กรมได้หารือร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีกและห้างท้องถิ่น โดยได้ขอความร่วมมือจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดให้อยู่ในระดับราคาที่ไม่เป็นภาระต่อประชาชน โดยห้างยินดีให้ความร่วมมือในการตรึงราคาตามต้นทุนเดิมให้นานที่สุด หรือหากจะต้องปรับขึ้นราคา ก็จะแจ้งให้กรมทราบก่อน หรือหากมีปัญหาในการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิต ก็จะแจ้งกรมทันที รวมทั้งจะจัดโปรโมชันเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องด้วย<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กรมจะติดตามสถานการณ์ราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลืองอย่างใกล้ชิด และหากมีการปรับราคา จะต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้นและไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคมากจนเกินไป โดยหากตรวจสอบพบการฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้าและปฏิเสธการจำหน่ายจะมีโทษจำคุก 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชนหากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569<br />
<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่กรมการค้าภายในออกมาเบรกผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองไม่ให้มีการปรับขึ้นราคา เพราะมีผู้ผลิตยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง ได้ประกาศจะปรับราคาขายขึ้นอีก 5 บาทต่อขวดลิตร ภายในต้นเดือนพ.ย.2567 โดยเห็นว่าต้นทุนไม่ได้ปรับสูงขึ้น หากให้มีการปรับขึ้นราคา ก็จะกระทบต่อผู้บริโภค</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20241101c45a9dcd20815cf0da2e509f64e852a1102441.jpg' type='image/jpg' length='344103' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยตลาดเครื่องดื่มเวียดนามอยู่ในช่วงขาขึ้น ชี้เป็นโอกาสไทยส่งออก-เข้าไปลงทุน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/64854</link>
<guid isPermaLink="false">7ef9569cf186ed8b48813ab7a97c1f94</guid>
<pubDate>Fri, 30 Aug 2024 14:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลสำรวจตลาดเครื่องดื่มในเวียดนาม พบมีการเติบโตต่อเนื่อง เป็นโอกาสในการส่งออก และการเข้าไปลงทุน แนะศึกษาความต้องการของตลาดให้แตกฉาน เน้นเจาะกลุ่ม Gen Z ทำตลาดผ่านออนไลน์ และมุ่งสินค้าเพื่อสุขภาพ</strong><br />
<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ถึงศักยภาพของตลาดอาหารและเครื่องดื่มในเวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และโอกาสในการส่งออกและการเข้าไปลงทุนของผู้ประกอบการไทย<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในเวียดนาม มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนและขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น ต้นเดือน พ.ค.2567 บริษัท Tetra Pak ซึ่งเป็นบริษัทโซลูชั่นด้านกระบวนการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ ได้ทุ่มเงินเพิ่มอีก 105.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ในโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ในจังหวัดบิ่นห์เยือง จากเดิมเมื่อปี 2564 ที่ได้ลงทุนไปแล้วกว่า 5.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เดือน เม.ย.2567 บริษัท Suntory PepsiCo Vietnam เริ่มก่อสร้างโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบ 20 เฮคเตอร์ในจังหวัดลองอาน มีการลงทุนมากกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะมีกําลังการผลิต 800 ล้านลิตรต่อปี เดือน ม.ค.2567 บริษัท Nestl&eacute; Vietnam ได้ประกาศการลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเพิ่มกําลังการผลิตของโรงงานกาแฟ Tri An ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดด่งนาย เดือน พ.ค.2567 บริษัท VNDirect ได้ประกาศแผนการเข้าซื้อกิจการ Goldsun Food JSC ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ร้านอาหาร King BBQ และ ThaiExpress ในเวียดนาม เดือน เม.ย.2567 บริษัท Homefarm ระดมทุนได้ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐจากบริษัท Mitsubishi Foods และบริษัท ThaiNamthip จำกัด ของไทย ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัท Coca-Cola Beverages Vietnam ร้อยละ 30 ด้วยมูลค่า 221.1 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือน ก.พ.2567</p>

<p>สำหรับสินค้ากลุ่มอาหาร บริษัท Euromonitor คาดว่ามูลค่าของตลาดอาหารและเครื่องดื่มของเวียดนามในปี 2567 จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.92 โดยนักลงทุนที่สนใจตลาดเวียดนามอย่างมาก คือ นักลงทุนจีน โดยบริษัท Mixue เป็นผู้นําในกลุ่มแบรนด์อาหารจีนที่กําลังเติบโตในเวียดนาม นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2561 บริษัท Mixue ได้ขยายเครือข่ายไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟและชานมไข่มุกเป็น 1,000 แห่งทั่วเวียดนามภายในปี 2566 ในขณะเดียวกัน เครือกาแฟ Cotti Coffee ของจีนได้เข้าสู่เวียดนาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจไปทั่วโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งในเดือน ธ.ค.2566 แบรนด์ Cotti Coffee ได้เปิดสาขาในต่างประเทศ 8 แห่ง เวียดนามทั้งในกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์เป็นตลาดต่างประเทศแห่งที่ 6 ของแบรนด์ ร่วมกับเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น แคนาดา และฮ่องกง ส่วนร้านอาหาร แบรนด์จีนรายใหญ่ก็มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง เช่น แบรนด์ Haidilao แบรนด์ San Fu Lou แบรนด์ Hutong และแบรนด์ Crystal Jade ตามรายงานล่าสุดโดยบริษัท iPOS.vn ร้านอาหารจีนคิดเป็นร้อยละ 10 ของร้านอาหารนานาชาติในกรุงฮานอย<br />
<br />
นายภูสิตกล่าวว่า ปัจจุบันเวียดนามอยู่ใน 10 อันดับแรกของตลาดที่น่าดึงดูดที่สุดในเอเชีย และรายได้จากการค้าปลีกรวมของผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคและบริการ มีอัตราการเติบโตที่มั่นคง และแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะประสบปัญหา แต่ตลาดอาหารและเครื่องดื่มเวียดนามยังคงมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเครือข่ายชั้นนำ แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่มีศักยภาพสูงและมีตำแหน่งที่แข็งแกร่งในตลาด เช่น แบรนด์ Trung Nguyen Legend แบรนด์ Highlands Coffee แบรนด์ Cong Coffee แบรนด์ Katinat Saigon Kafe แบรนด์ Cheese Coffee หรือแบรนด์ Phe La ต่างก็พยายามขยายสาขาไปทั่วประเทศ กระทั่งประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศในรูปแบบแฟรนไชส์ด้วย<br />
<br />
ส่วนแนวโน้มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของเวียดนามในปี 2567 ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเน้นกลุ่มลูกค้า Gen Z เป็นอย่างมาก เนื่องจาก Gen Z ค่อย ๆ กลายเป็นกลุ่มลูกค้าที่ครองตลาด กลุ่ม Gen Z เป็นลูกค้าที่พร้อมเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ Gen Z จึงยินดีจ่ายเงินเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น มีการใช้ทำตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และชาวเวียดนามให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของผู้ผลิตและผู้ส่งออกของไทย ที่จะศึกษาความต้องการของตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และวางแผนในการผลิตและส่งออกสินค้าที่ตรงตามความต้องการ ก็จะเพิ่มโอกาสในการส่งออก หรือเพิ่มโอกาสในการเข้าไปลงทุนในเวียดนามได้เพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202408308ebbd9ca2141d5492d59454d5ca26fd7144047.jpg' type='image/jpg' length='398847' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดให้ พัฒนาระบบ e-Permit ช่วยนิติบุคคลขออนุญาตงานด้านบัญชีสุดง่าย]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/46114</link>
<guid isPermaLink="false">eede6ece85b9bb59311588edae515d52</guid>
<pubDate>Thu, 02 May 2024 14:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอำนวยความสะดวกนิติบุคคล พัฒนาระบบการให้บริการงานการอนุญาตทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Permit) ตาม พ.ร.บ.การบัญชี สามารถใช้งานได้ 4 รูปแบบ ทั้งการขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีไว้ที่อื่น แจ้งบัญชีหรือเอกสารสูญหาย ขอเปลี่ยนรอบปีบัญชี และการส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ เผยสามารถศึกษาวิธีการใช้งานได้ทางเฟซบุ๊ก และ Tiktok</strong>&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้พัฒนาระบบการให้บริการงานการอนุญาตทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Permit) ซึ่งเป็นระบบการให้บริการงานการอนุญาตตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 โดยล่าสุดสามารถใช้งานเพื่อยื่นคำขออนุญาตทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ 1.การขออนุญาตเก็บรักษาบัญชีและเอกสารไว้ ณ สถานที่อื่น 2.การแจ้งบัญชีหรือเอกสารสูญหายหรือเสียหาย 3.การขออนุญาตเปลี่ยนรอบปีบัญชี และ 4.การส่งมอบบัญชีและเอกสาร (กรณีนิติบุคคลต่างประเทศหรือกิจการร่วมค้าเลิกประกอบกิจการ)<br />
<br />
โดยนิติบุคคลสามารถเข้าใช้งานเพื่อยื่นขออนุญาตผ่านทางระบบ e-Permit พร้อมส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ที่เว็บไซต์&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a>&nbsp;เลือกหัวข้อบริการออนไลน์ เลือกการกำกับบัญชีและธุรกิจ และงานการอนุญาต (e-Permit) สำหรับคำขออนุญาตที่ถูกต้องและแนบเอกสารหลักฐานที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการอนุมัติคำขอ พร้อมแจ้งให้นิติบุคคลทราบผ่านทางอีเมลที่แจ้งต่อกรมไว้ต่อไป</p>

<p>ทั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ให้นิติบุคคลหรือผู้รับบริการเข้าใจขั้นตอน วิธีการใช้ระบบงานการอนุญาต และใช้งานระบบได้อย่างถูกต้อง สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านอินโฟกราฟิกส์และคลิปวิดีโอที่กรมได้จัดทำขึ้น โดยเผยแพร่ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย ดังนี้ Facebook fanpage : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD และ Tiktok : กองกำกับบัญชีธุรกิจ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมพัฒนาวิชาชีพบัญชี กองกำกับบัญชีธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 02 547 4408 และอีเมล&nbsp;<a href="mailto:account3814@dbd.go.th" target="_blank">account3814@dbd.go.th</a><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีวิสัยทัศน์เป็นองค์กรภาครัฐชั้นนำด้านบริการดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2570 และสร้างพลังขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม จึงได้เร่งพัฒนาระบบการให้บริการผ่านอิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมทุกบริการของกรมมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงระบบ e-Permit ที่จะช่วยลดการเดินทาง ลดการใช้กระดาษ รวมถึงผู้ใช้งานยังสามารถเข้าระบบ e-Permit ได้ด้วย Username Password และ e-mail เดียวกับระบบการยื่นงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) เพื่ออำนวยความสะดวกให้มากยิ่งขึ้น ลดการซ้ำซ้อนในการใช้ระบบงานอิเล็กทรอนิกส์ของกรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202405025844eb223e6321bad5c7a08a0a9e97db142510.jpg' type='image/jpg' length='378968' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”ถกทีมพาณิชย์ สั่งพร้อมรับมือทุกปัญหา เร่งพัฒนาบุคลากร เสริมแกร่ง SME]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/46108</link>
<guid isPermaLink="false">b4714bdba5ed603f4d7ad41f5558924b</guid>
<pubDate>Thu, 02 May 2024 14:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ประชุมคณะกรรมการบูรณาการนโยบายเชิงรุกกระทรวงพาณิชย์ วางแผนทำงานให้กับทีมพาณิชย์ใน 3 ประเด็นหลัก สั่งเตรียมพร้อมรับมือทุกปัญหา สถานการณ์ โดยกำหนดประชุมทีมใหญ่ทุก 3 เดือน แต่หากมีเรื่องเร่งด่วน ประชุมทันที พร้อมเร่งพัฒนาบุคลากร และช่วยเสริมแกร่ง SME &nbsp;</strong><br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการบูรณาการนโยบายเชิงรุกกระทรวงพาณิชย์ ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ และคณะอนุกรรมการ 9 คณะ ที่ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า ตนได้ตั้งคณะกรรมการบูรณาการนโยบายเชิงรุกกระทรวงพาณิชย์ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนงานของกระทรวงพาณิชย์ให้สัมฤทธิ์ผล ประสานการทำงานร่วมกัน ให้การทำงานของทีมพาณิชย์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เท่าทันการค้ายุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว<br />
<br />
โดยการประชุมครั้งนี้ เพื่อติดตามผลการทำงานที่ผ่านมา และที่ประชุมได้มีมติใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นที่ 1 จะกำหนดให้มีการประชุมทุก 3 เดือน หรือถ้ามีเรื่องเร่งด่วนสามารถจัดประชุมก่อนได้ จะได้แก้ไขปัญหาได้ทันกับสถานการณ์ ประเด็นที่ 2 จะพัฒนาการทำงานของกระทรวงฯ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้สถาบันกรมพระจันทบุรีนฤนาถดำเนินการจัดฝึกอบรมบุคลากรที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงฯ ให้ประสบความสำเร็จ ประเด็นที่ 3 อยากให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ SME ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ&nbsp;</p>

<p>&ldquo;ขอขอบคุณการทำงานและความร่วมมือของทุกท่าน จะทำให้การบูรณาการในการทำงานร่วมกันของกระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จ และก้าวทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าเราเตรียมการได้ดีพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะเป็นผลดีกับพวกเรา ประเทศชาติและประชาชนในอนาคต&ldquo; นายภูมิธรรมกล่าว<br />
<br />
สำหรับคณะอนุกรรมการทั้ง 9 คณะ ที่ขับเคลื่อนงานด้านต่าง ๆ ของกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทย 2.คณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนการค้า และเศรษฐกิจเชิงรุกไทย-จีน-อาเซียน 3.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการทำงานเพื่อบูรณาการตามยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ 4.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายโลจิสติกส์ทางการค้า 5.คณะอนุกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ Big Data และ อินฟลูเอนเซอร์เพื่อการค้า 6.คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายกระทรวงพาณิชย์ 7.คณะอนุกรรมการเพื่อพัฒนาการค้าตามระเบียบการค้าโลกใหม่ 8.คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเพื่อการพาณิชย์ และ 9.คณะอนุกรรมการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์กระทรวงพาณิชย์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20240502698d6447eb144192aa0fbd49d703db05142009.jpg' type='image/jpg' length='363416' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผย “อาร์ตทอย” บูม แนะเร่งทำขาย เน้นสินค้าโชว์ศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อ]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/44632</link>
<guid isPermaLink="false">454144acd69340469673bd82efe946a4</guid>
<pubDate>Wed, 24 Apr 2024 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค. เผย &ldquo;อาร์ตทอย&rdquo; ของเล่นใหม่ กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งตลาดโลกและในไทย แนะศิลปินและผู้ประกอบการไทย ฉวยจังหวะทำสินค้าป้อนตลาด เน้นสอดแทรกศิลปวัฒนธรรมไทย ความเชื่อ ชี้เป้าอาร์ตทอยพระพิฆเนศ และอาร์ตทอยแมวกวัก มีโอกาส พร้อมขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยสนับสนุน ทั้งการผลิต การทำตลาด เพื่อช่วยสร้างผลงานและนำรายได้เข้าประเทศ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อาร์ตทอย (Art Toy) เป็นสินค้าของเล่นของสะสมประเภทหนึ่งที่กำลังอยู่ในกระแสนิยม ซึ่งอาร์ตทอยเป็นของเล่นที่ถูกออกแบบจากศิลปินหรือนักออกแบบ โดยเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะสมัยใหม่กับของเล่นแบบเดิม ทำมาจากวัสดุหลากหลายชนิด อาทิ พลาสติก ไวนิล ไม้ เหล็ก ผ้ากำมะหยี่และเรซิน จุดเด่นของอาร์ตทอยจะเน้นการสร้างสรรค์ตัวละครแบบไม่ต้องมีเนื้อเรื่อง แต่มีรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่ ผลิตในจำนวนที่จำกัด ทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อการครอบครอง และหากเป็นผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงหรือกำลังอยู่ในกระแส ความต้องการยิ่งเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย<br />
<br />
นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังได้เพิ่มเสน่ห์การขายในรูปแบบกล่องสุ่ม (Blind Boxes) เป็นการสร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ซื้อจากการแกะกล่องที่ไม่ทราบว่าจะเป็นอาร์ตทอยในรูปแบบใด จนเกิดกระแสนิยมในสไตล์ป๊อปคัลเจอร์ (POP Culture) หรือวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก<br />
<br />
&ldquo;ตลาดอาร์ตทอยมีการเติบโตอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จากเดิมเป็นเพียงสินค้าที่นิยมเฉพาะกลุ่ม จนขยายวงกว้างเป็นปรากฎการณ์ที่นิยมในปัจจุบัน โดยกลุ่มลูกค้าหลักเป็นกลุ่ม Gen Z (กลุ่มคนที่เกิดตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นไป) กลุ่มพนักงานออฟฟิศ (White-Collar) ที่มีอายุระหว่าง 15-40 ปี และกว่าร้อยละ 70 เป็นผู้หญิง เนื่องจากมีความหลงใหลชื่นชอบสินค้าที่มีรูปแบบน่ารักและน่าสะสม และยังมีข้อมูลจาก HTF Market Intelligence ที่เป็นบริษัทวิจัยตลาดชั้นนำของโลก ระบุว่า ในปี 2566 มูลค่าตลาดอาร์ตทอยของโลกอยู่ที่ 8,517.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4.26 จนมีมูลค่าสูงถึง 10,938.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2573 ซึ่งตลาดอาร์ตทอยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ในทวีปเอเชีย อเมริกาเหนือ และยุโรป ตามลำดับ&rdquo;</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวว่า ประเทศในเอเชียที่เป็นศูนย์กลางของการผลิตและสะสมอาร์ตทอย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะจีน ที่มีตลาดและฐานการผลิตอาร์ตทอยขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เห็นได้จาก บริษัท ป๊อปมาร์ท (POP MART) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาร์ตทอยชั้นนำของจีน มีร้านค้าปลีกมากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศจีน และกระจายไปกว่า 100 แห่งทั่วโลก รวมถึงไทย โดยจากข้อมูลของสำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของอาร์ตทอยทั่วโลกถูกผลิตในจีน โดยหนึ่งในสามผลิตในเมืองตงก่วน มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งในปี 2565 มีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 87 แห่งในเมืองตงก่วน ผลิตของเล่นประเภทอาร์ตทอย และสร้างมูลค่าผลผลิตทางอุตสาหกรรมกว่า 16,660 ล้านหยวน (2,479 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขยายตัวจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 29.80<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ อาร์ตทอย เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าในหมวดของเล่น (พิกัดศุลกากร 9503) โดยในปี 2566 ตลาดโลก มีความต้องการนำเข้ารวมเป็นมูลค่า 50,044.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับไทย มีมูลค่าการนำเข้า 128.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.79 จากปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่า 114.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยนำเข้าของเล่น (รวมอาร์ตทอย) สูงสุดจาก 3 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม ขณะเดียวกัน ไทยมีมูลค่าการส่งออกที่ 251.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 ลดลงร้อยละ 9.87 จากปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่า 278.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศที่ไทยส่งออกของเล่น (รวมอาร์ตทอย) สูงสุด 3 ประเทศ คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร และจากข้อมูลของบริษัท ป๊อปมาร์ท ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาร์ตทอยที่มีชื่อเสียงของจีน มีการคาดการณ์ว่าไทยจะเป็นตลาดศักยภาพที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มสินค้าอาร์ตทอย จากกลุ่มผู้ซื้อที่มีจำนวนมากขึ้น อีกทั้งยังมีพฤติกรรมการซื้อแบบสะสมครบทุกเซต ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่ซื้อเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทย พบว่า มีศิลปินและนักออกแบบอาร์ตทอยของไทยหลายท่าน ได้มีผลงานสร้างชื่อเสียงระดับโลก อาทิ คุณนิศา ศรีคำดี หรือ Molly ศิลปินผู้ออกแบบ &ldquo;CRYBABY เด็กหญิงเปื้อนน้ำตา&rdquo; คุณพัชรพล แตงรื่น หรือ Alex Face ผู้สร้างสรรค์ &ldquo;Mardi เด็กในชุดกระต่ายสามตา&rdquo; และคุณศิรินญา ปึงสุวรรณ หรือ Poriin ศิลปินผู้สร้าง &ldquo;Fenni จิ้งจอกหน้าตาน่ารัก&rdquo; ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีต่อผลงานอาร์ตทอยตลอดจนสินค้าคาแรกเตอร์อื่น ๆ ซึ่งออกแบบโดยศิลปินชาวไทยที่สามารถขยายตลาดไปได้ทั่วโลก เนื่องจากอาร์ตทอยไม่ได้เป็นเพียงของเล่นหรือของสะสม แต่เป็นหนึ่งในสินค้าที่ผู้ซื้อสามารถนำมาใช้ประดับตกแต่งภายในที่อยู่อาศัย ถือเป็นงานศิลปะที่บ่งบอกรสนิยม และเนื่องจากอาร์ตทอยเป็นสินค้าที่ผลิตในจำนวนที่จำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ราคาของอาร์ตทอยสูงขึ้นจนกลายเป็นสินทรัพย์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;อาร์ตทอยนับเป็นสินค้าที่น่าจับตามอง จากแนวโน้มการขยายตัวของตลาดอาร์ตทอยของโลก และการนำเข้าสินค้าอาร์ตทอยที่เพิ่มขึ้นของไทย แสดงให้เห็นถึงโอกาสทางการค้าของทั้งศิลปินและผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมต่อกลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การสอดแทรกศิลปะวัฒนธรรมไทยในการออกแบบ การสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับศิลปินหรือตัวละครที่มีชื่อเสียง และการนำความเชื่อมาเป็นส่วนประกอบในการออกแบบ เช่น อาร์ตทอยพระพิฆเนศ และอาร์ตทอยแมวกวัก ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เสริมความนิยมด้านการท่องเที่ยว และสร้างซอฟต์พาวเวอร์ของไทย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเร่งส่งเสริมความรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ประชาสัมพันธ์ และสร้างโอกาสการแสดงความสามารถของศิลปินและผู้ประกอบการไทย เพื่อผลักดันให้อาร์ตทอยรวมถึงอุตสาหกรรมของเล่นไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20240424c2ffe782c8209540b45f096637aa53bf162417.jpg' type='image/jpg' length='476488' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก ก.พ.67 เพิ่ม 3.6% บวก 7 เดือนติด รวมยอด 2 เดือนขยายตัว 6.7%]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/40326</link>
<guid isPermaLink="false">ac72de252b6f36317e1e0c03f53e4610</guid>
<pubDate>Tue, 26 Mar 2024 11:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยส่งออก ก.พ.67 มีมูลค่า 23,384.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 3.6% บวกต่อเนื่อง 7 เดือนติด รวมยอด 2 เดือน 46,034.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 6.7% คาดส่งออกยังมีแนวโน้มดี จากการฟื้นตัวของภาคการผลิต เศรษฐกิจคู่ค้าดีขึ้น แต่ยังต้องเกาะติดจีนต่อไป จับตาส่งออก มี.ค. อาจลด เหตุฐานปีก่อนสูงมาก ยันทั้งปียังคงเป้า 1-2% เหมือนเดิม &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ก.พ.2567 มีมูลค่า 23,384.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.6% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 827,139 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 23,938.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.2% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 856,508 ล้านบาท ขาดดุลการค้ามูลค่า 554 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 29,369 ล้านบาท รวม 2 เดือนปี 2567 (ม.ค.-ก.พ.) การส่งออกมีมูลค่า 46,034.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.7% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 1,611,719 ล้านบาท นำเข้ามูลค่า 49,346.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.9% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 1,747,195 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 3,311.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 135,476 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้าเกษตร 7.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน แต่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 9.2% หดตัวในรอบ 6 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร นมและผลิตภัณฑ์จากนม กาแฟ ส่วนสินค้าที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 2 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 3.7%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 5.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ 2 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 7.7%</p>

<p><br />
ทางด้านตลาดส่งออก ตลาดหลัก เพิ่ม 2.7% โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 15.5% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 3.3% และ CLMV เพิ่ม 4.5% แต่จีน ลด 5.7% ญี่ปุ่น ลด 5.8% และอาเซียน (5) ลด 1.2% ตลาดรอง เพิ่ม 3.8% โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย 26.4% ลาตินอเมริกา 7.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS 46.4% แต่เอเชียใต้ ลด 2.6% ตะวันออกกลาง ลด 9.9% แอฟริกา ลด 18.2% และสหราชอาณาจักร ลด 7.3% ตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 94.2% อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 198.2%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกีรติกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกจากนี้ คาดว่า จะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากภาคการผลิตฟื้นตัว และเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สินค้าเกษตร ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ได้รับผลดีจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัว สินค้าอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์เติบโตตามกระแสเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงพาณิชย์ยังคงร่วมมือทำงานกับภาคเอกชนเพื่อส่งเสริมการตลาด และมีการผลักดันสินค้าของ SMEs ไปต่างประเทศ แต่ก็ต้องจับตาการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และมีความไม่แน่นอน ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ต้องจับตาการส่งออกในเดือน มี.ค.2567 ที่ฐานปีก่อนสูงมาก ส่งออกได้สูงถึง 28,004.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะมีผลต่อการส่งออก แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าการส่งออกจะยังโตได้ต่อเนื่อง และทั้งปี จะทำงานหนัก เพื่อให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1-2% ต่อไป&rdquo;นายกีรติกล่าว<br />
<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้การขนส่งทางทะเล เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ราคาก็ยังสูงกว่าปกติ 1-2 เท่า หากสามารถบริหารจัดการได้ ก็จะไม่กระทบต่อการส่งออก ส่วนตัวเลขเดือน มี.ค.2567 คาดว่าจะส่งออกได้ประมาณ 25,500-26,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน ที่ส่งออกได้ 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ไตรมาสแรกปี 2567 จะส่งออกได้รวม 71,500-72,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1-2% ส่วนไตรมาส 2 คาดว่าการส่งออกจะยังขยายตัวได้ดี ประเมินว่าจะอยู่ที่ 71,600 ล้านเหรียญสหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202403262e4527218b50a2e557df534cf9a5b540111929.jpg' type='image/jpg' length='228883' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” ส่งทูตพาณิชย์คุนหมิง ถกผู้บริหารด่าน เปิดทางสะดวกผลไม้ไทยเข้าจีน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/40266</link>
<guid isPermaLink="false">dae8701f641ed1acb55abff725dd5f45</guid>
<pubDate>Tue, 26 Mar 2024 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ส่งทูตพาณิชย์คุนหมิง หารือผู้บริหารด่านการค้า เปิดทางสะดวกผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน รองรับฤดูกาลผลิตผลไม้ตั้งแต่ เม.ย.นี้ พร้อมดันร้านอาหาร Thai SELECT เป็นจุดขายสินค้าและโชว์วัฒนธรรมไทย</strong><br />
<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนายณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง ถึงผลการเข้าหารือกับผู้บริหารที่กำกับดูแลด่านการค้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้กับผลไม้ของไทยที่กำลังจะเริ่มออกสู่ตลาด ตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย.2567 เป็นต้นไป<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลว่า ได้เข้าไปพบหารือกับนายหู เหวินชาง ผู้อำนวยการกองการพัฒนาเศรษฐกิจ ประจำสำนักงานคณะกรรมการบริหารเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีน (บ่อเต็น) ลาว-(โม่ฮาน) และนายหู ผิงเจี่ย รองผู้อำนวยการสำนักพาณิชย์สิบสองปันนา ณ ร้านไทยปันนา&nbsp; เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานพันธมิตร และเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเข้าผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลผลไม้เดือน เม.ย.2567 ซึ่งฝ่ายจีนยืนยันความพร้อมในการรองรับผลไม้ไทยผ่านช่องทางด่านสำคัญต่าง ๆ โดยไม่มีข้อติดขัดใด ๆ และยินดีให้ความช่วยเหลือและประสานงานในกรณีที่เกิดปัญหาหรือข้อขัดข้อง<br />
<br />
&ldquo;ได้รับข้อมูลว่า ปัจจุบันด่านทางบกโม่ฮาน อยู่ระหว่างการเร่งขยายช่องทางขนส่งสินค้าขาเข้า-ขาออกของจีน จากเดิม 4 ช่องทาง เป็น 12 ช่องทาง คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดใช้งานได้อย่างเร็วที่สุดภายในปีนี้&nbsp; ในส่วนของทางด่วนบ่อเต็น-ห้วยทราย ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลจีนและสปป.ลาว คาดว่าจะใช้เวลาการก่อสร้างประมาณ 3 ปี และสำหรับท่าเรือกวนเหล่ย ฝ่ายจีนอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการให้เป็นด่านจำเพาะเพื่อการนำเข้าผลไม้โดยด่วนเช่นกัน&rdquo;นายภูสิตกล่าว</span></p>

<p><span style="color:#000000;">นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานถึงการสำรวจและเยี่ยมเยือนร้านอาหารที่ได้รับ Thai SELECT เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน จำนวน 3 ร้าน ได้แก่ ร้านไทยปันนา ร้าน White House และร้าน Tai Fei เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของร้านอาหาร Thai SELECT และส่งเสริมให้เป็นร้าน Thai SELECT ต้นแบบ ซึ่งมีเงื่อนไขกำหนดให้พนักงานใส่ Uniform ชุดไทยหรือผ้าไทย การประดับตกแต่งร้านแบบไทย มีสินค้าคุณภาพของไทยวางจำหน่ายภายในร้าน รวมถึงอาจมีกิจกรรมส่งเสริมผลักดัน Soft Power ของไทย เช่นการนำเสนอคอนเทนต์ ภาพยนตร์ ซีรีส์ เพลงไทย และประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวของไทย เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง กล่าวว่า การเดินทางมาสิบสองปันนาครั้งนี้ ได้ผลักดันให้ร้านอาหาร Thai SELECT นอกจากจะเป็นร้านอาหารที่มีภาพลักษณ์และเอกลักษณ์ของความเป็นไทย อาหารรสชาติตำรับไทยแท้แล้ว ยังต้องทำหน้าที่กระจายสินค้าไทยที่มีคุณภาพ และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยเพื่อเสริมสร้างกระแส &ldquo;นิยมไทย&rdquo; อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นไปตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบนโยบายเอาไว้ ทั้งนี้ ปัจจุบันมณฑลยูนนาน มีร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT จำนวนทั้งสิ้น 11 ร้าน 18 สาขา<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังได้ร่วมคณะนักธุรกิจจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีที่เดินทางไปสิบสองปันนา เพื่อหาโอกาสในการนำสินค้า OTOP Premium และสินค้าคุณภาพจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเข้าไปจำหน่ายในเขตสิบสองปันนาผ่านการค้าทั้งในรูปแบบปกติและรูปแบบ Cross-Border E-Commerce และกระจายต่อไปทั่วมณฑลยูนนาน โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดร่วมกับสภาอุตสาหกรรมอุดรธานีช่วยคัดเลือกและรวบรวมสินค้าที่มีคุณภาพส่งออกเข้าไปทำตลาดในจีน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยให้เพิ่มขึ้น</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202403260fddb533811deaa2cedbe50683961df5091625.jpg' type='image/jpg' length='210972' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือ ส.อ.ท. เสริมแกร่ง SMEs เข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ดันสู่ออนไลน์]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/40066</link>
<guid isPermaLink="false">4326a3dd0b33b474ed8e12f53a707825</guid>
<pubDate>Mon, 25 Mar 2024 11:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ ส.อ.ท. เดินหน้าเสริมแกร่งให้กับ SMEs เตรียมผนึกกำลังจัดงานมหกรรมรวมพลัง SMEs ไทย ส่งเสริมให้เข้าใจระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และผลักดันเข้าสู่ช่องทางออนไลน์</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมได้นำคณะผู้บริหารของกรม เข้าพบนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหารของ ส.อ.ท. โดยทั้ง 2 หน่วยงาน จะร่วมมือกันในการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ให้มีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น ผ่านกิจกรรมความร่วมมือที่มีอยู่ในทุกช่องทาง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ทันที&nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรมความร่วมมือ ได้แก่ 1.การจัดงานมหกรรมรวมพลัง SMEs ไทย ที่กรมจะเป็นเจ้าภาพ โดย ส.อ.ท. จะเข้าร่วมจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริม SMEs ซึ่งรวมถึงการออกบูธและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานให้สมาชิกของ ส.อ.ท. ได้เข้าร่วม โดยสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) จะช่วยเป็นผู้ประสานงาน</p>

<p>2. ส่งเสริมให้ SMEs เข้าใจระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยกรมจะทำงานร่วมกับกรมบัญชีกลางเน้นเรื่องการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หลักเกณฑ์การเข้าระบบ THAI SME-GP ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการ SMEs จะได้รับเมื่อสมัครเข้าสู่ระบบ<br />
3. ช่วยผลักดันผู้ประกอบการ SMEs สู่ช่องทางออนไลน์และปรับตัวเข้ากับกระแสยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (SMEs Go Digital) ตลอดจนปรับตัวให้เข้ากับกระแสการค้าโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ SMEs จะหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องเตรียมรับมือ อาทิ มาตรการของคู่ค้าที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ความร่วมมือดังกล่าว เป็นการเร่งดำเนินการตามนโยบายของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนภินทร&nbsp; ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการหาทางเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าหมายว่าจะขับเคลื่อน SMEs ของประเทศไทยให้เติบโตและมีสัดส่วนใน GDP เพิ่มขึ้นเป็น 40% ภายในปี 2570 โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า SMEs จะเติบโต มีรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2566 มูลค่า 6.3 ล้านล้านบาท (35.2% ของ GDP) เป็น 6.6 ล้านล้านบาท (36% ของ GDP) ในปี 2567</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202403252a97cee7421b0ca3973a072355bcd9f2111410.jpg' type='image/jpg' length='316845' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” เผยเปรูเจ้าภาพเอเปกปีนี้ เน้นขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/39858</link>
<guid isPermaLink="false">a159a1adb29b1444256c320348a385b1</guid>
<pubDate>Fri, 22 Mar 2024 15:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (CTI) ครั้งที่ 1 ปี 67 ในกรอบเอเปก เผยเปรูในฐานะเจ้าภาพ เสนอขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก เป็นผลลัพธ์ที่สำคัญในปีนี้ และยังเน้นประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ความรับผิดชอบต่อสังคม การค้าดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และแรงงาน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment : CTI) ปี 2567 ครั้งที่ 1 ในช่วงการประชุมภายใต้กรอบเอเปก ระหว่างวันที่ 4-5 มี.ค.2567 ที่ผ่านมา ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู เพื่อติดตามประเด็นด้านการค้าและการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการขับเคลื่อนการค้าภายในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเปรูจะผลักดันการขับเคลื่อนวาระเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTA เอเชีย-แปซิฟิก) เพื่อเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญของเอเปกในปีนี้ และเปรูยังเสนอให้หามุมมองใหม่ในการขับเคลื่อนวาระดังกล่าว ผ่านการจัดการหารือ CTI Dialogue ตลอดทั้งปี<br />
<br />
โดยการหารือครั้งนี้ หน่วยสนับสนุนด้านนโยบายของเอเปก (Policy Support Unit : PSU) ได้นำเสนอข้อมูลการขับเคลื่อนวาระ FTA เอเชีย-แปซิฟิก ของเอเปกที่ผ่านมา อาทิ การหารือประเด็นทางการค้ายุคใหม่ที่สมาชิกให้ความสำคัญ และการดำเนินโครงการต่าง ๆ ภายใต้ CTI เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เช่น ความเท่าเทียมทางเพศ ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ การค้าดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และแรงงาน เป็นต้น</p>

<p>ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่า เอเปกมีการดำเนินงานเป็นอย่างดี มีกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลและโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถ เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนวาระดังกล่าว ซึ่งเป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากการเป็นเจ้าภาพเอเปกของไทย เมื่อปี 2565 ที่ได้ริเริ่มการหารือวาระ FTA เอเชีย-แปซิฟิก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
เปรูในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปกในปีนี้ ได้กำหนดหัวข้อหลัก (Theme) &ldquo;เสริมสร้าง. ครอบคลุม. เติบโต&rdquo; หรือ &ldquo;EMPOWER. INCLUDE. GROW.&rdquo; โดยมีประเด็นสำคัญ (Priorities) ด้านการค้าและการลงทุนคือ &ldquo;การค้าและการลงทุนสำหรับการเจริญเติบโตที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน&rdquo; (Trade and investment for inclusive and interconnected growth) ซึ่งสอดประสานกับหลักการซานฟรานซิสโกว่าด้วยการบูรณาการความครอบคลุมและความยั่งยืนในนโยบายการค้า การลงทุน (Integrating Inclusivity and Sustainability into Trade and Investment Policy) ที่เอเปกให้การรับรองในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกปีก่อนหน้านี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับในปี 2566 การค้าของไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปก มีมูลค่า 403,902.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70.33 ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไปเอเปค มูลค่า 201,746.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเอเปค มูลค่า 202,156.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202403228e28acad98774f6059f2c3c9ae6c71a2154019.jpg' type='image/jpg' length='567795' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ Soft Power นำปลากะพงสามรสกินกับข้าวไทย โปรโมตเวทีประชุมที่เวียดนาม]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/38693</link>
<guid isPermaLink="false">715d300ffcc110305a4cdfd99273d7ff</guid>
<pubDate>Fri, 15 Mar 2024 16:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ โชว์ Soft Power อาหารไทย ปลากะพงสามรสกินกับข้าวหอมมะลิไทยและข้าวไรซ์เบอร์รี่ ในช่วงการประชุมข้าวนานาชาติ ที่ดานัง เวียดนาม ได้รับความสนใจเพียบ พร้อมจัดประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ข้าวไทยชนิดต่าง ๆ ให้กับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้แทนจำหน่าย เผยยังได้หารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม สมาคมอาหารเวียดนาม และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สนับสนุนความร่วมมือการค้าข้าวระหว่างกัน</strong><br />
<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมงานประชุมข้าวนานาชาติ SS Rice News Convention 2024 ณ เมืองดานัง เวียดนาม ที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวโลกกว่า 400 ราย จาก 30 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 6-7 มี.ค.2567 ที่ผ่านมา ว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยวารสาร SS Rice News ซึ่งเป็นวารสารที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารตลาดข้าวนานาชาติออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายและกระชับความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างผู้ที่อยู่ในวงการค้าข้าว และเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ข้าวทั้งในด้านการผลิต การค้า ความท้าทายที่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวโลกต้องเผชิญในอนาคต รวมทั้งนโยบายส่งเสริมและพัฒนาการเพาะปลูกข้าวของแต่ละประเทศ เพื่อความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของสภาพการค้า<br />
โดยผลจากการเข้าร่วมงานประชุม พบว่า ปัจจัยทางด้านสภาพภูมิอากาศ น้ำ มาตรการควบคุมการส่งออกข้าวของอินเดีย นโยบายการนำเข้าข้าวจากประเทศผู้นำเข้าข้าวสำคัญ รวมถึงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการค้าข้าวของโลกในปัจจุบัน</p>

<p>ทั้งนี้ กรมได้ใช้โอกาสนี้ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่ดีและความโดดเด่นของข้าวไทย ทั้งในด้านความหลากหลาย คุณภาพมาตรฐาน และรสชาติ ภายใต้คอนเซปต์ &ldquo;Taste the Authentic Thai Cuisine with Premium Thai Rice&rdquo; โดยจัดแสดงตัวอย่างข้าวไทยชนิดต่าง ๆ อาทิ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวกล้องอินทรีย์ ข้าวขาวพื้นนุ่ม RJ44 รวมถึงข้าวคุณลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าว กข43 เป็นต้น ควบคู่ไปกับเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวคุณภาพของโลก ให้แก่ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศที่เข้าร่วมงาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดข้าวไทย รวมทั้งยังได้ส่งเสริมการใช้ Soft Power อาหารไทยผ่านกิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารไทย โดยเชฟจากร้านที่ได้รับตรา Thai SELECT นำเสนอเมนูปลากะพงสามรสให้ผู้เยี่ยมชมคูหากรมได้รับประทานคู่กับข้าวหอมมะลิไทยและข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งได้รับผลตอบรับจากผู้ที่ได้ทดลองชิมภายในงานเป็นอย่างดี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์กล่าวว่า กรมยังได้เข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางการค้าข้าวไทย&ndash;เวียดนาม ครั้งที่ 17 ร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม สมาคมอาหารเวียดนาม และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้พบปะกระชับความสัมพันธ์กับเวียดนาม และได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ข้าวทั้งด้านการผลิตและการค้าระหว่างกัน<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้หารือถึงความท้าทายที่อาจกระทบต่อการส่งออกข้าวในปี 2567 ของทั้งสองประเทศในฐานะผู้ส่งออกข้าวสำคัญของโลก ซึ่งกรมในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการพาณิชย์พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือทางการค้าข้าวระหว่างสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและสมาคมอาหารเวียดนาม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2566 เวียดนามส่งออกข้าวปริมาณ 8.13 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 14% โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน และคาดการณ์ว่าในปี 2567 เวียดนามจะมีการส่งออกข้าวประมาณ 6.5&ndash;7.0 ล้านตัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20240315ca179f069f77df3e883e2f87f7148054163449.jpg' type='image/jpg' length='440113' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียน-แคนาดา ถก FTA รอบ 7 เริ่มคุยประเด็นการค้าใหม่ นัดรอบ 8 ที่กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/37965</link>
<guid isPermaLink="false">2bc9a4097d16d78ef7f2b50d5ddb3ffc</guid>
<pubDate>Wed, 13 Mar 2024 09:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>อาเซียน-แคนาดา เจรจา FTA รอบ 7 ที่มาเลเซีย เผยการเจรจาของคณะทำงานกลุ่มต่าง ๆ มีความคืบหน้า และยังมีการหารือประเด็นการค้าใหม่ ทั้งการพัฒนาที่ยั่งยืน ความโปร่งใส เตรียมนัดประชุมรอบ 8 ที่กรุงเทพฯ พ.ค.นี้ ตั้งเป้าสรุปผลให้ได้ภายในปี 68</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) อาเซียน-แคนาดา รอบที่ 7 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 26 ก.พ.-1 มี.ค.2567 ที่ผ่านมา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การเจรจารอบนี้ มีความคืบหน้ามากขึ้น เนื่องจากคณะเจรจาของอาเซียนและแคนาดาได้พบปะและหารือประเด็นการค้าร่วมกัน หลังจากที่ผ่านมาเป็นการประชุมผ่านระบบทางไกลหลายครั้ง และยังเห็นตรงกันที่จะผลักดันแผนงานเจรจาให้สรุปผลให้ได้ภายในปี 2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในการประชุมครั้งนี้ ได้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาภายใต้คณะทำงานต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นการเปิดตลาดสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า มาตรการด้านสุขอนามัย และมาตรฐานของสินค้า พร้อมทั้งประเด็นการค้าใหม่ ๆ อาทิ แนวปฏิบัติที่ดีในการออกกฎ (Good Regulatory Practice) และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Trade and Sustainable Development) ที่มีการรวมประเด็นด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการค้าที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมทั้งเรื่องความโปร่งใส ซึ่งแคนาดาได้เสนอให้รวมเรื่องการต่อต้านด้านคอร์รัปชัน และการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct : RBC) ไว้ภายใต้ข้อบทนี้ด้วย ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้ สอดรับกับสถานการณ์การค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น</p>

<p>อย่างไรก็ตาม แคนาดาแจ้งว่าพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอาเซียนในการเจรจาประเด็นการค้าใหม่ ๆ ผ่านโครงการช่วยเหลือทางเทคนิคเพื่อการค้าและการพัฒนา (Expert Deployment Mechanism for Trade and Development: EDM) ซึ่งที่ผ่านมา ได้จัดกิจกรรมในลักษณะเวิร์กชอปเรื่องสิ่งแวดล้อม และแรงงานไปแล้ว<br />
<br />
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแผนงานการเจรจาจนถึงปี 2568 เพื่อกำหนดประเด็นและกรอบระยะเวลาในการเจรจา เพื่อมุ่งไปสู่เป้าการสรุปผลการเจรจาให้ได้ภายในปี 2568 โดยไทยได้รับที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา รอบถัดไป ณ กรุงเทพฯ ในช่วงเดือนพ.ค.2567<br />
<br />
สำหรับแคนาดาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 30 ของไทย โดยในปี 2566 การค้าระหว่างไทยกับแคนาดา มีมูลค่า 2,922.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแคนาดา มูลค่า 1,891.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 1,030.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว และเตาอบไมโครเวฟ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ และปุ๋ย สำหรับในปี 2566 การค้าระหว่างอาเซียนและแคนาดา มีมูลค่า 28,652.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแคนาดาส่งออกไปอาเซียน มูลค่า 6,224.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และแคนาดานำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 22,427.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ธัญพืช ปุ๋ย และเยื่อกระดาษ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลไฟฟ้า เสื้อผ้า และรองเท้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202403131a19bc5194ac585488717646225bbd73095103.jpg' type='image/jpg' length='450231' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” ชี้เป้าผู้ประกอบการไทย ใช้ TikTok Shop ขายสินค้าในเวียดนาม]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/36069</link>
<guid isPermaLink="false">68d3710bddbabe06c643bca7eacafe3c</guid>
<pubDate>Fri, 01 Mar 2024 14:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าผู้ประกอบการไทย ใช้ TikTok Shop ขยายตลาดสินค้าไทยในเวียดนาม หลังพบขยายตัวต่อเนื่อง แซงแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง จนขึ้นมาอยู่อันดับ 2 รองจาก Shopee และคนรุ่นใหม่นิยมใช้ เผยสินค้าขายดี แฟชั่น สุขภาพและการดูแลส่วนบุคคล อิเล็กทรอนิกส์ บ้านและไลฟ์สไตล์ และความงาม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม ถึงโอกาสในการใช้ TikTok Shop ขยายตลาดสินค้าไทยในเวียดนาม หลังพบว่ามีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นช่องทางใหม่ที่ผู้บริโภคชาวเวียดนามนิยมใช้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันในเวียดนาม กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) มากกว่า 2.8 ล้านราย รวมถึงธุรกิจในครัวเรือน มีการทำธุรกรรมซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ของจีน โดยหมวดสินค้าที่มีการค้นหามากที่สุดใน TikTok Shop ได้แก่ แฟชั่น บ้านและไลฟ์สไตล์ การดูแลสุขภาพ สุขอนามัยส่วนบุคคล และความงาม และแพลตฟอร์ม TikTok เองยังได้เสนอโปรแกรมการฝึกอบรมและการสร้างเนื้อหาที่หลากหลายเพื่อเพิ่มทักษะให้กับผู้ขายออนไลน์ โดยในปี 2566 มีการเปิดตัวการฝึกอบรมและสัมมนาฟรีกว่า 140 ครั้งผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการขายของสมาชิกผู้เข้าร่วม การวางตำแหน่งแบรนด์ของตัวเอง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แพลตฟอร์มสำหรับ MSME 50,000 ราย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ บริษัท TikTok Vietnam ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเร่งธุรกรรมพาณิชย์ดิจิทัล และเพิ่มยอดขายและการบริโภคผลิตผลทางการเกษตร โดยได้เปิดตัวกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สนับสนุนอีคอมเมิร์ซ และประกันสวัสดิการ โดยแฮชแท็ก #HoChiMinhCity มียอดเข้าชม 1 พันล้านครั้งบนแพลตฟอร์ม TikTok ในเวลากว่าหนึ่งเดือน ซึ่งช่วยแนะนำนครโฮจิมินห์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าหลงใหล ในขณะเดียวกัน แฮชแท็ก #Chobenthanh (ตลาดเบนถั่น) ซึ่งเป็นตลาดขายสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยวชื่อดังในนครโฮจิมินห์ มีการโพสต์วิดีโอ 122 โพสต์ที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 200 ล้านครั้ง</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญของบริษัท TikTok Vietnam ยังให้ข้อมูลว่า วิดีโอสั้นที่แสดงผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสินค้า และพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค โดยการสำรวจในช่วงเทศกาลวันหยุดปี 2566 แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 69 ของผู้บริโภคเลือกดูวิดีโอสั้น เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยร้อยละ 84 ตัดสินใจซื้อทันที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.อุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ กล่าวว่า ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีของการเปิดตัวในเวียดนาม TikTok Shop แซงหน้าแพลตฟอร์ม Sendo และแพลตฟอร์ม Tiki ขึ้นสู่อันดับ 3 ในตลาดอีคอมเมิร์ซ และกลายเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งของยักษ์ใหญ่อย่างแพลตฟอร์ม Shopee และแพลตฟอร์ม Lazada โดยภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 TikTok Shop ครองตำแหน่งอันดับ 2 บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของเวียดนาม มีรายได้ 16,300 พันล้านเวียดนามด่ง (ประมาณ 662.2 ล้านเหรียญสหรัฐ) และขายสินค้า 117 ล้านรายการ รองมาจากแพลตฟอร์ม Shopee เท่านั้น ปัจจุบัน หมวดสินค้าที่ขายดีที่สุดใน TikTok Shop ในเวียดนาม ได้แก่ แฟชั่น สุขภาพและการดูแลส่วนบุคคล อิเล็กทรอนิกส์ บ้านและไลฟ์สไตล์ และความงาม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ตลาดเวียดนามมีผู้ใช้แพลตฟอร์ม TikTok ถึง 49.9 ล้านคน การซื้อของบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้รับความนิยมมาก ปี 2565 เป็นปีที่ถือเป็นก้าวสำคัญของ TikTok Shop Vietnam ผู้ขายมากกว่า 32,000 รายทำธุรกรรมที่ประสบความสำเร็จบนแพลตฟอร์มนี้ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของ TikTok Shop เท่ากับร้อยละ 80 ของแพลตฟอร์ม Lazada และ 4 เท่าของแพลตฟอร์ม Tiki การพัฒนา TikTok Shop ในเวียดนาม คาดว่าจะดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็งในอนาคต ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์ทางการตลาดและเข้าถึงลูกค้าเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ใช้รุ่นใหม่ที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและเทรนด์ใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีกำลังซื้อสูง และมีความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว&rdquo;น.ส.อุษาศรีกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20240301c6288314f2603622debb18d125382316144040.jpg' type='image/jpg' length='233587' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผย 11 เดือน ปี 66 ใช้สิทธิ์ GSP ส่งออก 3,143.26 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ แชมป์]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/33172</link>
<guid isPermaLink="false">cccf0c387f96328659fdfab7798452f9</guid>
<pubDate>Fri, 09 Feb 2024 14:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ส่งออกไปยัง 4 ประเทศและกลุ่มประเทศ ช่วง 11 เดือน ปี 66 มีมูลค่า 3,143.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สหรัฐฯ นำโด่ง เป็นตลาดที่มีการใช้สิทธิ์เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และ CIS ขอเชิญชวนผู้ส่งออก ใช้สิทธิ์ก่อนทำการส่งออก เพื่อสร้างแต้มต่อในการแข่งขัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับการส่งออกภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ที่ไทยได้รับจาก 4 ประเทศและกลุ่มประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ซึ่งประกอบด้วย ยูเครน อาเซอร์ไบจาน ทาจิกิสถาน มอลโดวา อุซเบกิสถาน จอร์เจีย และเติร์กเมนิสถาน ในช่วง 11 เดือน ปี 2566 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 3,143.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 54.16% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของสินค้าที่ได้รับสิทธิ์<br />
<br />
ทั้งนี้ ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดอันดับ 1 ที่ไทยมีการสิทธิ์ GSP ส่งออกมากที่สุด มีมูลค่า 2,865.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 91.16% ของมูลค่าการส่งออกที่ใช้สิทธิ์ GSP ทั้งหมด รองลงมา คือ สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 261.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอร์เวย์ มูลค่า 12.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) มูลค่า 4.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ</p>

<p>สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ส่งออกไปสหรัฐฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ กรดมะนาวหรือกรดซิทริก หีบเดินทางขนาดใหญ่หรือกระเป๋าใส่เสื้อผ้า อาหารปรุงแต่ง และถุงมือยาง ส่วนการใช้สิทธิ์ GSP ส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ มีสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูง อาทิ เพชรพลอยรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่า (สวิตเซอร์แลนด์) ข้าวโพดหวาน (นอร์เวย์) และสับปะรดกระป๋อง (CIS) เป็นต้น<br />
<br />
&ldquo;กรมขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกไทย ใช้สิทธิพิเศษ GSP เหล่านี้ เพราะจะทำให้ได้แต้มต่อทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ GSP ของสหรัฐฯ ที่หากใช้สิทธิ์ GSP สินค้าจะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าตลาดสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าจากประเทศอื่น ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น&rdquo;นายรณรงค์กล่าว<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กรมได้ทำการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการอบรมสัมมนาในเรื่องเกี่ยวกับการส่งออกโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิ์ FTA หรือ GSP มาโดยตลอด โดยในปี 2567 มีแผนการจัดงานสัมมนาตลอดทั้งปี เบื้องต้นจะจัดงานสัมมนาเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนก.พ.-ก.ย.2567 ในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และนครพนม จึงอยากขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมงานสัมมนาเพื่อรับความรู้ดี ๆ โดยสามารถติดตามความคืบหน้ากำหนดการจัดงานได้ทางเว็ปไซต์กรม&nbsp;<a href="http://www.dft.go.th/" target="_blank">www.dft.go.th</a>&nbsp;และ facebook กรมการค้าต่างประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20240209bd0d7f7255ea1c54a33b3e9ed258e22a144838.jpg' type='image/jpg' length='343832' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เงินเฟ้อ ม.ค.67 ประเดิมเดือนแรก ลบ 1.11% ผลพวงลดน้ำมัน ไฟฟ้า ผัก เนื้อสัตว์ลง]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/32423</link>
<guid isPermaLink="false">e74e0378cacf4bd65bff3cd04720ca7a</guid>
<pubDate>Mon, 05 Feb 2024 15:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ ม.ค.67 ติดลบ 1.11% ลดลงต่อเนื่อง 4 เดือนติดต่อกัน และต่ำสุดในรอบ 35 เดือน เหตุมาตรการรัฐลดน้ำมัน ค่าไฟ สินค้าอาหารสดลดต่อเนื่อง ทั้งผักสด เนื้อสัตว์ ราคาสินค้าอื่น ๆ ทรงตัว และฐานปีก่อนสูง&nbsp; ย้ำไม่มีสัญญาณเงินฝืด เหตุติดลบจากมาตรการรัฐ สินค้ายังเคลื่อนไหวปกติ มีขึ้น มีลง ไม่น่าห่วง คาดปี 67 ติดลบ 0.3% ถึงเพิ่ม 1.7% ค่ากลาง 0.7%</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ม.ค.2567 เท่ากับ 106.98 เทียบกับ ธ.ค.2566 เพิ่มขึ้น 0.02% เทียบกับเดือน ม.ค.2566 ลดลง 1.11% ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และต่ำสุดในรอบ 35 เดือน นับจาก ก.พ.2564 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดยังคงลดลงต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะผักสดและเนื้อสัตว์ เนื่องจากปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมทั้งฐานราคาเดือน ม.ค.2566 ที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อค่อนข้างสูง มีส่วนทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง ขณะที่สินค้าและบริการอื่น ๆ ราคาเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ<br />
<br />
&ldquo;เรื่องเงินฝืด มีคำถามมา 2-3 เดือนแล้ว ก็อย่างที่บอก มันเป็นตัวชี้วัดหนึ่ง ที่บอกว่าลบติดต่อกัน 3 เดือน เป็นเงินฝืด แต่ก็ต้องไปดูว่าสินค้าส่วนใหญ่ลดลงหรือเปล่า ก็มีสูงขึ้น ลดลง คงที่ และยังต้องไปดูที่เงินเฟ้อ มันเฟ้อโดยตัวของมันเอง หรือมีกลไกแทรกแซง ซึ่งมีการแทรกแซง โดยเฉพาะนโยบายลดค่าครองชีพ ทั้งน้ำมัน ค่าไฟฟ้าที่เป็นตัวหลัก สรุป คือ ยังไม่ฝืดหรอกครับ ยังไม่น่าเป็นห่วง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ม.ค.2567 ที่ลดลง 1.11% มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.13% ตามการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันในกลุ่มดีเซล แก๊สโซฮอล์ 91 E20 E85 และค่ากระแสไฟฟ้า เสื้อผ้าบุรุษและสตรี สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด (ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน) ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ราคายังคงลดลงอย่างต่อเนื่องตามการจัดโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดจำหน่าย ทั้งเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้า และตู้เย็น รวมถึง สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว และแชมพูสระผม ราคาปรับลดลงเช่นกัน สำหรับสินค้าที่ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย อาทิ แป้งทาผิวกาย กระดาษชำระ ค่าแต่งผมสตรี เครื่องถวายพระ ค่าทัศนาจรต่างประเทศ บุหรี่ สุรา และไวน์ ราคาเปลี่ยนแปลงตามการจัดโปรโมชัน<br />
<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 1.06% ตามการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ด ไก่และสัตว์น้ำ (เนื้อสุกร ไก่สด ปลาทู กุ้งขาว ปลากะพง) ผักสด (มะเขือ มะนาว แตงกวา) และผลไม้ (ส้มเขียวหวาน ลองกอง มะม่วง) เนื่องจากปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก สำหรับสินค้าที่ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย อาทิ ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ขนมอบ นมถั่วเหลือง นมเปรี้ยว กะทิสำเร็จรูป น้ำพริกแกง กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ/ชา (ร้อน/เย็น) ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง/ข้าวกล่อง และอาหารกลางวัน (ข้าวราดแกง) &nbsp;</p>

<p>ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ม.ค.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.02% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.2566 และเพิ่มขึ้น 0.52% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.พ.2567 และเดือน มี.ค.2567 คาดว่าจะลดลงต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการลดค่าครองชีพด้านพลังงาน ได้แก่ การตรึงราคาค่ากระแสไฟฟ้าในอัตราไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประชาชนได้รับประโยชน์ 17.77 ล้านราย และมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร จนถึงวันที่ 19 เม.ย.2567 และผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญลดลง และบางพื้นที่มีอุณหภูมิลดลง ทำให้ปริมาณผักสดเข้าสู่ตลาดมากกว่าปีก่อนหน้า ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปี 2567 เงินเฟ้อน่าจะติดลบประมาณ 0.7% ส่วนเงินเฟ้อเดือนต่อ ๆ ไป อาจเห็นบวกบ้าง ลบบ้าง<br />
<br />
ทั้งนี้ มีปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ทำให้ค่าระวางเรือและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญปรับตัวสูงขึ้น เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากความต้องการเพิ่มขึ้น และการปรับราคาเพื่อให้มีความสมดุลและเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว หลังจากภาครัฐมีนโยบายอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาประเทศไทย ของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจประเทศต่าง ๆ ส่งผลให้อุปสงค์และราคาสินค้าในหมวดที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 อยู่ระหว่าง ลบ 0.3% ถึงเพิ่ม 1.7% ค่ากลาง 0.7% โดยมีสมมตฐานจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) 2.7-3.7% ราคาน้ำมันดิบดูไบ 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/2024020531e7db647a8f29a4885ccf241953bc87155142.jpg' type='image/jpg' length='370980' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”รับฟังความเห็น ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดภายใต้ FTA ไทย-ออสซี ฉบับใหม่]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/31821</link>
<guid isPermaLink="false">8c7425a8668f7e876b2a472368054af6</guid>
<pubDate>Wed, 31 Jan 2024 14:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ประกาศกรมเรื่องการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย พ.ศ. ... หลังปรับปรุงพิกัดศุลกากรจาก HS 2002 เป็น HS 2022 และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 มี.ค.67</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย พ.ศ. ... โดยยกเลิกประกาศกรมเดิมที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ปี 2547 และเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย ให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญภายใต้ข้อบทความตกลงฯ ที่มีอยู่เดิม และที่สำคัญ (ร่าง) ประกาศฉบับนี้ จะรองรับการแก้ไข ภาคผนวก 4.1 กฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules : PSRs) ที่ได้ปรับโอนพิกัดศุลกากรจาก HS 2002 ที่ใช้มาตั้งแต่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ เป็น HS 2022 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติการปรับโอนพิกัดศุลกากรขององค์การศุลกากรโลก และเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการดำเนินพิธีศุลกากร และจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2567 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำ (ร่าง) ประกาศกรม เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสม จึงขอเชิญหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้สนใจร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ประกาศฉบับดังกล่าว ผ่านระบบกลางของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (<a href="http://www.law.go.th/" target="_blank">www.law.go.th</a>) หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ (<a href="http://www.dft.go.th/" target="_blank">www.dft.go.th</a>) ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 8 ก.พ.2567 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DFT Call Center โทร. 1385 หรือกองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทร. 0 2547 5098</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20240131bb573bfc9f27d0c2d0f606cc166ed8c5143941.jpg' type='image/jpg' length='358091' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” แจ้งข่าวดี อินเดียยกเว้นภาษีนำเข้าถั่วลันเตาสีเหลือง ชี้เป็นโอกาสไทยส่งออก]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/31359</link>
<guid isPermaLink="false">fc4cdd21e2e1415d2a885e77294e170d</guid>
<pubDate>Mon, 29 Jan 2024 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) &nbsp;แจ้งข่าวดีรัฐบาลอินเดียยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าถั่วลันเตาสีเหลือง มีผลบังคับใช้ถึง มี.ค.67 เผยเป็นสินค้าตัวใหม่ที่ไทยมีโอกาสส่งออก แต่ต้องศึกษากฎระเบียบการนำเข้ามาตรฐานสินค้าให้ดี และต้องระวังคู่แข่งที่จะเข้ามาแข่งขันเพิ่มขึ้น&nbsp;</strong><br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.สัญฉวี พัฒนจักร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครมุมไบ อินเดีย ถึงกรณีที่รัฐบาลอินเดียออกมาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าถั่วลันเตาสีเหลือง ที่จะมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 มี.ค.2567 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือ Official Gazette (ประกาศ ณ วันที่ 8 ธ.ค.2566) และโอกาสในการส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยเข้าสู่ตลาดอินเดีย<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า การดำเนินการในครั้งนี้ของรัฐบาล มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าแทรกแซงราคาและปรับสมดุลราคาในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จำพวกพืชตระกูลถั่ว เพราะอินเดียเป็นตลาดผู้บริโภคและผู้ผลิตรายใหญ่ของพืชตระกูลถั่ว แต่ผลผลิตไม่เพียงพอ ทำให้มีความต้องการนำเข้า ซึ่งสมาคมพ่อค้า Tamil Nadu Foodgrains เอง ก็ได้ใช้โอกาสนี้ ยื่นเรื่องขยายเวลาการนำเข้าออกไปอีกจนถึงเดือนมิถุนายน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เพราะการยกเว้นภาษี มีระยะเวลาที่จำกัด การสั่งซื้อ การนำเข้า ระบบโลจิสติกส์ ในภาพรวมต้องใช้เวลานาน<br />
<br />
ทั้งนี้ สมาคมดังกล่าว ยังได้ดำเนินการขออนุญาตยกเว้นภาษีนำเข้าถั่วจากออสเตรเลียเพิ่มเติม ซึ่งหากได้รับการอนุญาต โรงงานคัดแยก โรงงานสีถั่วในเขตเมืองเกรละ กรกนาฎกะ ทมิฬนาฑู จะสามารถแปรรูปผลผลิตถั่วได้ ส่งผลให้โรงงานกลับเข้าสู่ระบบปฏิบัติการได้อีกครั้ง เพราะตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โรงงานสีถั่วได้ปิดกิจการ เนื่องจากการจำกัดการนำเข้าของพืชตระกูลถั่ว ซึ่งการอนุญาตในครั้งนี้ จะส่งผลให้โรงสีกว่า 2,000 แห่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 100,000 ตำแหน่ง</p>

<p><br />
นายภูสิตกล่าวว่า สำหรับโอกาสของไทย พบว่า ตลาดถั่วลันเตาสีเหลืองในอินเดีย จะเป็นตลาดใหม่สำหรับผู้ส่งออกของไทย ที่จะสามารถจำหน่ายสินค้าโดยปราศจากภาษีอากรขาเข้า เพราะไทยมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน จากการมีประสบการณ์ในการผลิตและส่งออกสินค้าพืชผลทางการเกษตรอยู่แล้ว แต่ก็ต้องระวังในเรื่องการแข่งขันที่จะสูงขึ้น จากการเลิกภาษีอาการ ที่ทำให้คู่แข่งอื่น ๆ สนใจตลาดนี้เช่นเดียวกันรวมทั้งจะมีความผันผวนด้านราคา ที่จะมีการแข่งขันกันมากขึ้น<br />
<br />
&ldquo;ในภาพรวมการประกาศยกเว้นภาษีอากรของถั่วลันเตาสีเหลืองในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสและสร้างแต้มต่อทางการค้าและการขยายตลาดของผู้ประกอบไทยที่ส่งสินค้าเกี่ยวข้องกับถั่วลันเตาสีเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าผู้เล่นตัวใหม่สำหรับตลาดคนรักสุขภาพในวงการตลาดน้ำนมพืช ด้วยค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ทำให้เหมาะกับการบริโภคของผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก โดยผู้ประกอบไทยควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อการนำเข้า การติดฉลาก และมาตรฐานที่จำเป็นในการส่งออกสู่ตลาดอินเดียก่อนที่จะทำการส่งออกด้วย&rdquo;นายภูสิตกล่าว<br />
<br />
ปัจจุบัน ตลาดอินเดียบริโภคถั่วลันเตาสีเหลือง (HS code 07131010) ประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี สามารถผลิตได้เพียง 500,000&ndash;600,000 ตันต่อปี ส่งผลให้อินเดียต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าถั่วลันเตาสีเหลือง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการภายในประเทศ โดยประเทศที่อินเดียนำเข้า 3 อันดับแรก ได้แก่ แคนาดา รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&nbsp; ในขณะที่ประเทศไทย ตลาดส่งออกถั่วลันเตาสีเหลืองยังมีผู้เล่นไม่มากนัก ในปี 2565 การส่งออกสินค้าถั่วลันเตาสีเหลือง มูลค่า 23,977.40 เหรียญสหรัฐ และในปี 2566 (ม.ค.-ต.ค.) ส่งออกมูลค่า 81,837.74 เหรียญสหรัฐ ซึ่งมีประเทศส่งออกสำคัญตามส่วนแบ่งตลาดได้แก่ ญี่ปุ่น ร้อยละ 50.51 ฮ่องกง ร้อยละ 31.75 สิงคโปร์ ร้อยละ 15.94 และมาเลเซีย ร้อยละ 1.80&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20240129efd9857fb94a4fa86bc38a0e45825657093801.jpg' type='image/jpg' length='169973' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปิดยอดค้าชายแดน-ผ่านแดน ปี 66 ทำได้ 1.74 ล้านล้าน ส่งไปจีนพุ่งกระฉูด 44%]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/31358</link>
<guid isPermaLink="false">4ba9b40800774da45958bf5f4dc7e790</guid>
<pubDate>Mon, 29 Jan 2024 09:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศสรุปยอดการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 66 ทำได้มูลค่า 1,742,808 ล้านบาท ลดลง 2.6% เป็นไปทิศทางเดียวกันกับการส่งออกภาพรวมที่ลดลง และมีสาเหตุจากเศรษฐกิจ สปป.ลาว ชะลอตัว เมียนมาสู้รบ และกัมพูชา กำลังบริโภคยังไม่ฟื้นตัวดี แต่ยอดการค้าผ่านแดนไปจีนพุ่งกระฉูดถึง 44.09% ส่งออกทุเรียนสด นำโด่ง มูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 81.7%</strong><br />
<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ธ.ค.2566 มีมูลค่า 142,567 ล้านบาท ลดลง 1.77% แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 80,929 ล้านบาท ลดลง 5.37% และการนำเข้ามูลค่า 61,638 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.39% โดยไทยได้ดุลการค้า มูลค่า 19,292 ล้านบาท และหากแยกเป็นการค้าชายแดนกับ 4 ประเทศ มาเลเซีย สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา มีมูลค่า 74,573 ล้านบาท ลดลง 7.83% แยกเป็นการส่งออกมูลค่า 45,603 ล้านบาท ลดลง 7.88% และนำเข้า มูลค่า 28,970 ล้านบาท ลดลง 7.74% ได้ดุลการค้า 16,634 ล้านบาท ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่ 3 จีน สิงคโปร์ เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ มีมูลค่า 67,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.86% แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 35,326 ล้านบาท ลดลง 1.92% และนำเข้ามูลค่า 32,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.79% ได้ดุลการค้า 2,658 ล้านบาท<br />
<br />
ส่วนยอดรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนทั้งปี 2566 (ม.ค.-ธ.ค.) มีมูลค่า 1,742,808 ล้านบาท ลดลง 2.6% แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 980,729 ล้านบาท ลดลง 4.6% ซึ่งเป็นไปทิศทางเดียวกันกับการส่งออกภาพรวม ที่ขยายตัวลดลง และการนำเข้ามูลค่า 762,079 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% โดยไทยได้ดุลการค้า 218,650 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อแยกเป็นการค้าชายแดนกับ 4 ประเทศ ทั้งปี พบว่า มีมูลค่าการค้ารวม 929,730 ล้านบาท ลดลง 12.06% แบ่งเป็นการส่งออก 580,100 ล้านบาท ลดลง 10.38% การนำเข้า 349,630 ล้านบาท ลดลง 14.72% ได้ดุลการค้า 230,471 ล้านบาท โดยมาเลเซียเป็นประเทศคู่ค้าชายแดนอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 287,155 ล้านบาท ลด 14.57% รองลงมา ได้แก่ สปป.ลาว 260,512 ล้านบาท เพิ่ม 0.18% เมียนมา 220,327 ล้านบาท ลด 16.46% และกัมพูชา 161,736 ล้านบาท ลด 18.05% โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในปี 2566 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 40,143 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 19,672 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 15,120 ล้านบาท และด่านศุลกากรที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงสุด ได้แก่ ด่านศุลกากรสะเดา 226,254 ล้านบาท รองลงมาด่านศุลกากรแม่สอด และด่านศุลกากรอรัญประเทศ มีมูลค่าการค้า 106,835 ล้านบาท และ 97,185 ล้านบาท ตามลำดับ</p>

<p>ด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่ 3 ทั้งปี 2566 มีมูลค่า 813,078 ล้านบาท เพิ่ม 11.22% แยกเป็นการส่งออก 400,629 ล้านบาท เพิ่ม 5.3% และการนำเข้า 412,449 ล้านบาท เพิ่ม 17.7% โดยจีนเป็นคู่ค้าผ่านแดนอันดับ 1 ในปี 2566 มีมูลค่าการค้า 423,116 ล้านบาท เพิ่ม 44.09% รองลงมาสิงคโปร์ 106,676 ล้านบาท ลด 11.85% เวียดนาม 70,138 ล้านบาท ลด 13.15% และประเทศอื่น ๆ 213,147 ล้านบาท ลด 9.55% โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในปี 2566 ได้แก่ ทุเรียนสด 93,692 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 77,685 ล้านบาท และยางแท่ง TSNR 28,280 ล้านบาท และด่านศุลกากรที่มีมูลค่าการค้าผ่านแดนสูงสุด ได้แก่ ด่านศุลกากรมุกดาหาร 286,425 ล้านบาท ด่านศุลกากรสะเดา 207,944 ล้านบาท และด่านศุลกากรนครพนม 95,392 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์กล่าวว่า ภาพรวมการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านในปี 2566 ที่ชะลอตัว มาจากสถานการณ์ภายในประเทศที่เปราะบางของประเทศเพื่อนบ้าน โดย สปป.ลาว อัตราเงินเฟ้อสูงและค่าเงินกีบยังคงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์การสู้รบในเมียนมา ความต้องการบริโภคในประเทศของกัมพูชาที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แต่ด้านการค้าผ่านแดนของไทยกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ทั้งมูลค่าการค้ารวมและการส่งออก โดยเฉพาะการค้าผ่านแดนไปจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 52% ของการค้าผ่านแดนของไทย โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวสูง เช่น ทุเรียนสด 93,664 ล้านบาท เพิ่ม 81.7% ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 26,975 ล้านบาท เพิ่ม 41.8% และไม้แปรรูป 19,187 ล้านบาท เพิ่ม 49.9% โดยด่านศุลกากรสำคัญในการส่งออกทุเรียนสดไปจีน ได้แก่ ด่านศุลกากรมุกดาหาร นครพนม และเชียงของ ในขณะที่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ ส่งออกผ่านด่านศุลกากรมุกดาหาร และไม้แปรรูป ส่งออกผ่านด่านศุลกากรสะเดา และปาดังเบซาร์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนปี 2567 กรมจะเดินหน้าเร่งรัดการค้าชายแดนและผ่านแดนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ &ldquo;ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการค้าและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน ปี 2567&ndash;2570&rdquo; โดยจะเดินหน้าจัดตั้งศูนย์บริการค้าชายแดนแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service : OSS) และการเชื่อมโยงเอกสารส่งออก&ndash;นำเข้าผ่านระบบ National Single Window (NSW) อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน ผ่านแดนแบบครบวงจร ซึ่งในปี 2566 สามารถเปิดให้บริการศูนย์ OSS ได้แล้วใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ตาก ตราด สงขลา หนองคาย นครพนม มุกดาหาร และอุดรธานี และยังมีแผนที่จะเดินทางไปพบผู้บริหารระดับสูงของ สปป.ลาว เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป.ลาว และประเทศอื่น ๆ รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนในรูปแบบต่าง ๆ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20240129ee97b70387f1201790dd798730877daf093641.jpg' type='image/jpg' length='131423' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ส่งผู้บริหารตรวจด่านนำเข้ามันเส้น พบเพิ่มอีก 1 ราย ไม่ได้คุณภาพ สั่งระงับทันที]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/30734</link>
<guid isPermaLink="false">b6bb89ada32e81210e1b5f50d0b870b4</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jan 2024 11:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศสนธิกำลังร่วมกับกรมการค้าภายใน ส่งผู้บริหารตรวจด่านนำเข้ามันเส้นตามแนวชายแดน ล่าสุดพบอีก 1 ราย ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน สั่งระงับไม่ให้นำเข้าแล้ว จนกว่าจะปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐาน รวมตั้งแต่ผลผลิตออก พ.ย.66 ถึงปัจจุบัน ระงับนำเข้าไปแล้ว 10 ราย ยันเดินหน้าตรวจต่อเนื่อง เพื่อดูแลคุณภาพ และป้องกันกระทบราคาในประเทศ</strong><br />
<br />
นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้มอบหมายให้ตน และนายวรวิทย์ หมื่นทอง ผู้อำนวยการกองมาตรฐานสินค้านำเข้าส่งออก สนธิกำลังจัดชุดตรวจร่วมกับกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจสอบมันเส้นที่นำเข้าจากกัมพูชา ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน จ.สระแก้ว และจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบการนำเข้ามันเส้นจากประเทศกัมพูชา และ สปป.ลาว ภายใต้กรอบของกฎหมายในกำกับดูแล โดยกรมได้ตรวจสอบคุณภาพของมันเส้นที่นำเข้าว่ามีความชื้น และสิ่งเจือปน เช่น ดินทราย เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งความชื้นต้องไม่เกิน 14% ดินทรายต้องไม่เกิน 3%<br />
<br />
ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบระหว่างวันที่ 18-20 ม.ค.2567 พบผู้นำเข้ามันเส้นที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน 1 ราย ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน และได้ระงับไม่ให้นำเข้าเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะนำมันเส้นดังกล่าวไปปรับปรุงคุณภาพ และนำหลักฐานผลการตรวจสอบมาตรฐานตามที่กำหนดมาแสดงต่อกรม จึงจะนำเข้าต่อไปได้ ส่วนผลการตรวจสอบการนำเข้าช่วงผลผลิตมันสำปะหลังฤดูกาลผลิตปี 2566/67 เริ่มออกสู่ตลาด ตั้งแต่เดือนพ.ย.2566 ถึงกลางเดือนม.ค.2567 ได้ลงโทษผู้ที่นำเข้ามันเส้นคุณภาพต่ำไปแล้วรวม 10 ราย นับรวมรายล่าสุดนี้ด้วย</p>

<p>&ldquo;การเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบมาตรฐานมันเส้นที่นำเข้าตามแนวชายแดน โดยจัดชุดตรวจพิเศษระดับผู้บริหารกรมฯ เข้าไปลงพื้นที่กำกับดูแลการตรวจสอบคุณภาพมันเส้น เป็นอีกหนึ่งมาตรการยกระดับการป้องปรามการนำเข้ามันเส้นคุณภาพต่ำราคาถูกเข้ามาในประเทศ และเป็นการสื่อสารกับผู้นำเข้าให้เห็นถึงความสำคัญเรื่องคุณภาพสินค้าโดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้ราคามันสำปะหลังของไทยมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง โดยหากพบว่าด่านนำเข้าใดยังมีการนำเข้ามันเส้นคุณภาพต่ำอยู่ ก็จะสั่งการให้เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบด่านนั้นขึ้นไปอีก&rdquo;นายนพดลกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้บูรณาการร่วมกับกรมการค้าภายใน ตรวจสอบปริมาณการนำเข้าจริงว่าสอดคล้องตรงกันกับปริมาณที่แจ้งขออนุญาตขนย้ายมันเส้นหรือไม่ ซึ่งการบูรณาการการทำงานร่วมกันในลักษณะนี้ จะส่งผลดีกับสถานการณ์ราคามันสำปะหลังของไทย และสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพมาตรฐานให้ประเทศผู้ซื้อ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/2024012454b5db001c2afe1318cabe7400293e2d115213.jpg' type='image/jpg' length='431573' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกผู้ค้าน้ำมัน ติดตามผลตรวจหัวจ่ายรายเดือน สร้างความมั่นใจประชาชน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/29057</link>
<guid isPermaLink="false">eef5b5fba35d9ed8f2b1f13590017c76</guid>
<pubDate>Thu, 11 Jan 2024 11:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในถกผู้ค้าน้ำมัน ตัวแทนผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ติดตามการตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันอย่างน้อยเดือนละครั้ง พบทุกรายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าถึงความเที่ยงตรง ส่วนกรณียังมีดรามา จะเร่งสร้างความมั่นใจประชาชน ตรวจรับรองแล้ว มีการซีลหัวจ่าย ปรับแก้ ทำลาย ไม่ได้ ถ้าทำมีความผิด แต่ต้องรับความจริง เครื่องใช้ไปนาน ๆ อาจคาดเคลื่อนได้</strong><br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2567 ที่ผ่านมา นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ประชุมหารือกับผู้ประกอบการค้าน้ำมัน ได้แก่ ปตท. (PTT) บางจาก (BCP) พีที (PT) เอสโซ่ (ESSO) ทีพีไอ (TPI) ซัสโก้ (SUSCO) เชลล์ (SHELL) คาลเท็กซ์ (CALTEX) และพีโอ ออยล์ (PO OIL) พร้อมด้วยตัวแทนผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันของสถานีบริการน้ำมันทุกเครื่องอย่างน้อยเดือนละครั้ง พบว่าผู้ประกอบการค้าน้ำมันได้ร่วมกับสถานีบริการน้ำมันดำเนินการอย่างถูกต้องตามที่ตกลงไว้กับกรมก่อนหน้านี้<br />
&ldquo;ที่ประชุมได้กำชับให้ผู้ประกอบการค้าน้ำมันและสถานีบริการน้ำมันเข้มงวดในการตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ และเชื่อมั่นว่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายต่างให้ความสำคัญกับความถูกต้องเที่ยงตรง และความไว้วางใจของลูกค้า&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการ เพื่อประกอบการทบทวนหลักเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนให้มีความเข้มข้นขึ้น โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน&nbsp; ร.ต.จักรากล่าวว่า กรณีที่มีการแชร์ข้อมูลทางสื่อโซเชียลว่าสถานีบริการน้ำมันบางแห่งมีเจตนาโกงปริมาณน้ำมันด้วยการตั้งค่าหัวจ่ายให้จ่ายน้ำมันไม่เต็มลิตรนั้น ที่ประชุมเห็นว่าเรื่องดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนและอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการค้าน้ำมันในวงกว้างได้ จึงควรสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนว่า เมื่อกรมได้ตรวจสอบให้คำรับรองหัวจ่ายน้ำมันทุกครั้งจะมีการปิดผนึกซีล โดยที่สถานีบริการน้ำมันไม่สามารถทำลายซีลเข้าไปปรับแต่งหรือแก้ไขค่าหัวจ่ายได้ การที่จะปรับแก้หัวจ่ายได้จะต้องให้ผู้ผลิตหรือผู้ซ่อมเครื่องเป็นผู้ดำเนินการ โดยแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดก่อนเท่านั้น<br />
นอกจากนี้ การทำลายชีลถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพบว่ามีการดัดแปลงเครื่องก็เป็นความผิดที่ร้ายแรง มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท แต่ก็ต้องเข้าใจว่า หัวจ่ายน้ำมันเมื่อใช้ไปนานๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ<br />
&ldquo;ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากรมการค้าภายในจะดูแลให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้รับบริการอย่างเต็มที่ และจะได้จัดชุดสายตรวจไปตรวจสอบหัวจ่ายสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ส่วนประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดหรือมีข้อสงสัยว่าเติมน้ำมันแล้วได้รับน้ำมันไม่เต็มลิตรสามารถแจ้งทางสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 สำนักงานพาณิชย์ หรือสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ จะเข้าไปตรวจสอบทันที&rdquo;ร.ต.จักรากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202401118f88fa3c32c430c1786ed13a6ea2831a112154.jpg' type='image/jpg' length='625184' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ชงแนวทางส่งเสริมและยกระดับการค้า SMEs สู่เป้าหมาย 40% ต่อ GDP ในปี 70]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/28209</link>
<guid isPermaLink="false">dcffdbfdcbc808ac4a36e74175747ded</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jan 2024 16:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.รับลูก &ldquo;ภูมิธรรม-นภินทร&rdquo; ศึกษาแนวทางการส่งเสริมและยกระดับการค้าของธุรกิจ SMEs ไทย เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นสัดส่วน 40% ต่อ GDP ภายในปี 70 เสนอใช้ 4 แนวทาง 8 เครื่องมือสำคัญ และต้องทำ 3 ข้อเสนอแนะ ในการเดินสู่เป้าหมาย</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ สนค. ศึกษาแนวทางการส่งเสริมและยกระดับการค้าของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ของไทย เพื่อผลักดันให้ธุรกิจ SMEs มีมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วน 40% ต่อ GDP ภายในปี 2570 โดยผลการศึกษา เบื้องต้นจะต้องใช้ 4 แนวทาง 8 เครื่องมือสำคัญ และ 3 ข้อเสนอแนะ เพื่อเดินไปสู่เป้าหมาย&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนทางการค้าของธุรกิจ SMEs 4 แนวทาง ได้แก่ 1.สร้างและขยายตลาดการบริโภคภายในประเทศ ผ่านการกระตุ้นให้ผู้บริโภคคนไทย ชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยว รวมถึงแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทย ซื้อสินค้าและใช้บริการของธุรกิจ SMEs ให้มากขึ้น โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในย่านสำคัญของเมืองหรือจังหวัด การนำสินค้าที่มีคุณภาพพรีเมียมไปวางจำหน่ายในศูนย์การค้า สนามบินนานาชาติ เช่น สินค้า GI สินค้า OTOP สินค้าวิสาหกิจชุมชน การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจทั้งแบบ B-to-B และ B-to-C ขณะที่ตัวธุรกิจ SMEs ควรพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งส่งเสริมให้ทำการตลาดและขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์/E-Commerce ใช้ระบบเทคโนโลยีในการบริหารงาน สร้างแบรนด์สินค้าที่มีจุดเด่น แตกต่าง รวมถึงจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
2.ส่งเสริมให้ธุรกิจ SMEs สามารถลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อนำไปใช้พัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค เพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มมูลค่าธุรกิจ เช่น การสนับสนุนเงินทุนภายใต้เงื่อนไขพิเศษเพื่อนำไปหมุนเวียนในกิจการ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างธุรกิจ SMEs และระหว่างธุรกิจ SMEs กับนักวิจัย/นักพัฒนา การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านช่องทางตลาดทุน เพื่อเป็นทางเลือกในการหาแหล่งเงินทุนระยะยาว โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อใช้ในการลงทุนวิจัยและพัฒนาองค์กรและผลิตภัณฑ์ในระยะข้างหน้า&nbsp;<br />
3.ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการของธุรกิจ SMEs โดยสนับสนุน &ldquo;มาตรการสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ&rdquo; ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการของธุรกิจในพื้นที่</p>

<p>4.ส่งเสริมการขยายตลาดในต่างประเทศ ประกอบด้วย การหาตลาดผู้บริโภคให้แก่ธุรกิจ SMEs เช่น การนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ การจัดงาน Expo ณ ศูนย์การค้าชื่อดังของต่างประเทศให้แก่ธุรกิจ SME การประชาสัมพันธ์ตรา Thailand Trust Mark (T-Mark) ให้เป็น soft power ด้าน branding เพื่อสร้างการยอมรับในตราที่แสดงถึงความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ และการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถเข้าสู่ตลาดสากล อาทิ ผลักดันธุรกิจให้ได้รับมาตรฐานระหว่างประเทศ ทั้งในระดับองค์กร และสินค้า/บริการ พัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ FTA การนำสินค้าจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริม Cross-Border E-Commerce นอกจากนี้ ควรเพิ่มบทบาทงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อเป็นที่ปรึกษาในการสนับสนุนให้ธุรกิจ SME ไทย สามารถขยายตลาดสินค้าไปยังต่างประเทศได้&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วน 8 เครื่องมือสำคัญ ที่จะต้องดำเนินการ ได้แก่ 1.การส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศ 2.การพัฒนาแบรนด์ให้แก่สินค้าและบริการ 3.การส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งงานศึกษาวิจัย เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์<br />
ความต้องการของลูกค้า 4.การส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างสะดวกและยั่งยืน 5.การฝึกอบรมทักษะของผู้ประกอบการและแรงงานให้สามารถบริหารธุรกิจท่ามกลางทุกสถานการณ์เศรษฐกิจ 6.การส่งเสริมให้สินค้าและบริการได้รับการจดทะเบียนรับรองมาตรฐานทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค 7.การลดข้อจำกัดของกฎระเบียบ เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน และ 8.การพัฒนาธุรกิจขนาดเล็กให้สามารถยกระดับเป็นธุรกิจขนาดกลางผ่านการพัฒนาทักษะของเจ้าของธุรกิจให้มีความสามารถในการบริหารองค์กรอย่างมีระบบและมีมาตรฐาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านข้อเสนอแนะต่อการทำงานที่สำคัญในการส่งเสริม พัฒนา และยกระดับธุรกิจ SMEs ไทย มีอยู่ 3 ประการที่ควรให้ความสำคัญ คือ 1.ทำให้มูลค่า/รายได้ของกิจการเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาณธุรกิจขนาดกลาง (ยกระดับธุรกิจขนาดเล็กเป็นธุรกิจขนาดกลาง) เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพทางการแข่งขันในระดับสากล สามารถใช้ประโยชน์จากการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เชื่อมโยงธุรกิจกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้ง่าย ดังนั้นการพัฒนาและยกระดับธุรกิจขนาดเล็กไปสู่การเป็นธุรกิจขนาดกลาง จะช่วยผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายสัดส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจรายย่อยเป็นธุรกิจขนาดเล็ก 2.ให้ความสำคัญกับการทำงานด้านการส่งเสริมผู้บริโภค (Demand) ควบคู่การทำงานด้านการพัฒนาฝั่งผู้ประกอบการ (Supply) และ 3.เน้นการทำงาน/วางนโยบายแบบมุ่งเป้า เนื่องจากธุรกิจ SMEs ประกอบด้วยธุรกิจที่หลากหลายทั้งเชิงขนาด สาขาธุรกิจ พื้นที่ที่ดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีความต้องการพัฒนา ปัญหา อุปสรรค ที่แตกต่างเฉพาะตัว จึงควรวางนโยบายและแผนงานที่แตกต่างกัน เพื่อส่งเสริมและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ธุรกิจ SMEs คิดเป็น 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งรองรับการจ้างงานกว่า 70% ของจำนวนแรงงานทั้งประเทศ ในปี 2565 ธุรกิจ SMEs สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอยู่ที่ 6.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 35.2% ต่อ GDP หากจะให้บรรลุผลตามเป้าหมายข้างต้น ต้องผลักดันให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 8-9 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20240104028590642b8d2720c3a904cc1f7a0e7d164112.jpg' type='image/jpg' length='235055' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” แนะทริกใหม่เจาะตลาดเวียดนาม มุ่งสินค้าธรรมชาติ ใช้โซเชียลเปิดตัว]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/27963</link>
<guid isPermaLink="false">a8aa7b7880309fec8e281c834e1ec66a</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jan 2024 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ติดตามเทรนด์ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในเวียดนาม พบผู้บริโภคให้ความสนใจสินค้าไฮเอนด์เพิ่มขึ้น สนใจสินค้า ESG และชอบชอปออนไลน์ แนะผู้ประกอบการไทยศึกษาตลาด มุ่งขายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและออร์แกนิก ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียขายสินค้า เหตุเจาะเข้าสู่ผู้บริโภคได้ง่าย และต้นทุนต่ำ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม ถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคและการค้าปลีกของเวียดนาม การเติบโตของการค้าออนไลน์ และโอกาสในการส่งออกสินค้าของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกกําลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทําให้ธุรกิจต่างๆ ต้องเฝ้าติดตามแนวโน้มในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านตัวผลิตภัณฑ์ เทรนด์การตลาด แพลตฟอร์มการจัดจําหน่าย โดยในด้านตัวสินค้า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าระดับไฮเอนด์เพิ่มมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์นม ที่มุ่งสู่นมสดออร์แกนิก นมสดกรีนฟาร์ม นมรังนก นมผสมธัญพืช โยเกิร์ตคุณภาพสูง ส่วนสินค้าในกลุ่ม FMCG (Fast Moving Consumer Goods) เช่น ขนมหวาน เครื่องปรุงรส อาหาร และเครื่องสําอาง ก็ยกระดับไปยังกลุ่มไฮเอนด์เช่นกัน</p>

<p>ส่วนเทรนด์การตลาด ได้ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ ESG ที่มุ่งด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) โดยผู้บริโภคพร้อมที่จะจ่ายเงินมากขึ้น ขณะที่สินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และออร์แกนิก สินค้าที่ขจัดไขมันทรานส์ และน้ำตาลออก อาหารเพื่อสุขภาพ เป็นสินค้าที่มีศักยภาพ และมีแนวโน้มเติบโตสูง และผู้บริโภคยังชอบรูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ รูปแบบมินิมอลล์ ที่มีสินค้าและบริการที่จำเป็นอยู่ด้วยกัน เช่น บริการทางการเงิน ยา อาหาร เครื่องดื่ม และโทรคมนาคม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการซื้อของออนไลน์ เป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโต จากการที่ประชากรเข้าถึงสมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ต และการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ใช่เงินสด โดยบริษัท Cimigo ประมาณการไว้ว่าการซื้อของออนไลน์ จะมีมูลค่ามากกว่า 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2565 และรายงานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของบริษัท Metric แสดงให้เห็นว่ารายได้รวมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นถึง 46% ส่วนแคมเปญระดับโลกของ TikTok Shop Vietnam พร้อมแฮชแท็ก #Tiktokmademebuyit มียอดวิว 20 พันล้านครั้ง และผู้ใช้ 66% ตัดสินใจซื้อทันทีในแคมเปญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การพัฒนาตลาดค้าปลีกของเวียดนามหลังการระบาดของโควิด 19 ไม่เพียงจากการเติบโตของรายได้เฉลี่ยของคนเวียดนามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมการจับจ่ายที่ผู้บริโภคเวียดนามตระหนักถึงการดูแลสุขภาพมากขึ้น และเต็มใจที่จะจ่ายเงินกับผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง หรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและออร์แกนิก ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าจากธรรมชาติและออร์แกนิก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปี 2566 และช่วงวันตรุษเวียดนามต้นปี 2567 เป็นช่วงที่ผู้บริโภคเวียดนามมักจะใช้จ่ายและซื้อของเป็นจำนวนมาก และการขายผ่านช่องทาง Social Media สมัยใหม่ อาทิ Facebook Live และ Tiktok เป็นต้น เป็นเทรนด์ที่มาแรงในเวียดนาม เนื่องจากต้นทุนที่ต่ำกว่าการเปิดหน้าร้าน และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นช่องทางอีคอมเมิร์ชที่น่าสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการขยายการค้ามายังตลาดเวียดนาม&rdquo;นายภูสิตกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202401020dbb84aaf153d36116b31009b343be8e161113.jpg' type='image/jpg' length='427616' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ตั้งค่าหัวจ่ายมากกว่า 0 ป้องเติมขาด ดูแลผู้บริโภค]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/27199</link>
<guid isPermaLink="false">db9df3427d83db50a1b85aa95dc73a81</guid>
<pubDate>Mon, 25 Dec 2023 15:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในถกผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ตกลงร่วมกัน ตั้งค่าหัวจ่ายน้ำมันให้มากกว่า 0 ป้องกันเติมน้ำมันแล้วปริมาณขาด เพื่อดูแลผู้บริโภค ก่อนเข้าไปตรวจซ้ำ ถ้าพบจ่ายขาดติดต่อกัน 2 ครั้ง แม้อยู่ในค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ก็จะสั่งหยุดใช้หัวจ่าย ต้องแก้ไข และตรวจรับรองใหม่ ส่วนการกำหนดค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 1% รอคณะกรรมการชั่งตวงวัดเคาะ จะปรับเกณฑ์หรือไม่&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ได้แก่ ปตท. , บางจาก , พีที , เอสโซ่ , ทีพีไอ , ซัสโก้ , เชลล์ , คาลเท็กซ์ และพี โอ ออยล์ เพื่อกำชับให้เข้มงวดตรวจสอบหัวจ่ายสถานีบริการน้ำมัน ว่า ที่ประชุมได้มีมติร่วมกันในการตั้งค่าหัวจ่ายให้จ่ายน้ำมันมากกว่า 0 โดยเป็นมาตรการที่สมัครใจร่วมกัน หลังจากเกิดกรณีดรามา เติมน้ำมันได้ไม่เต็มลิตร และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมหารือร่วมกับผู้ค้าน้ำมัน เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เดิมในการตรวจสอบรับรองหัวจ่ายน้ำมัน จะมีการตรวจทุก 2 ปี และมีการตั้งค่าอยู่ที่ 0 และในระหว่าง 2 ปี จะมีการตรวจสอบหัวจ่ายเป็นประจำ ตามรอบที่กำหนด และตรวจพิเศษในช่วงเทศกาล แต่จากนี้ จะมีการตั้งค่าให้บวกขึ้นจาก 0 มานิดนึง จากนั้น จะมีการตรวจสอบซ้ำ หากตรวจแล้ว จ่ายน้ำมันเกิน ก็ถือว่าปกติ แต่ถ้าจ่ายน้ำมันขาด ติดต่อกัน 2 ครั้ง แม้จะอยู่ในค่ามาตรฐาน บวกลบไม่เกิน 1% ก็จะสั่งให้หยุดการใช้หัวจ่าย ต้องปรับปรุงให้ถูกต้อง และต้องตรวจรับรองใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ที่ผ่านมา ในการตรวจรับรองหัวจ่ายน้ำมัน จะมีการตั้งค่าไว้ที่ 0 และมีการซีลหัวจ่าย ผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถแกะออกได้ ถ้าชำรุด หรือแกะออก จะมีความผิด แต่ตู้หัวจ่าย เป็นเครื่องจักร แม้ตอนไปตรวจ พบว่า จ่ายน้ำมันเต็ม ไม่มีขาด แต่พอใช้ไปนาน ๆ อาจจะมีความเสื่อมของเครื่องจักร ทำให้จ่ายน้ำมันได้ขาดไปบ้าง และที่ขาดไป ก็ไม่ได้ลดกว่าอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด ตามที่กฎหมายกำหนด แต่หลังจากคุยกันครั้งนี้แล้ว ผู้ประกอบการยินดีที่จะตั้งค่าให้เกินกว่า 0 เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นอีก&rdquo;นายวัฒนศักย์กล่าว</p>

<p>ทางด้านหลักเกณฑ์ค่าความคาดเคลื่อนที่สามารถยอมรับได้ตามกฎหมาย ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดชนิด และลักษณะของมาตรวัดของเหลว รายละเอียดของวัสดุที่ใช้ผลิต อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด และอายุคำรับรอง ที่กำหนดไว้ที่บวกลบไม่เกิน 1% นั้น จะมีการพิจารณาว่าควรจะปรับอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาดหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการชั่งตวงวัด ที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน จะมีการพิจารณาก่อน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการตรวจสอบตั้งแต่เดือน ส.ค.2566 ถึงปัจจุบัน ได้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันแล้ว ประมาณ 14,000 แห่ง กว่า 180,000 หัวจ่าย พบว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 34 สถานี 281 หัวจ่าย ในจำนวนนี้เป็นกรณีที่ใช้หัวจ่ายน้ำมันที่สิ้นอายุเครื่องหมายคำรับรอง จำนวน 15 สถานี จำนวน 241 หัวจ่าย เป็นกรณีที่หัวจ่ายน้ำมันคลาดเคลื่อนเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด (ร้อยละ 1) จำนวน 19 สถานี จำนวน 40 หัวจ่าย และเป็นการจ่ายน้ำมันเกินกว่าปริมาณที่ควรจะเป็น (คลาดเคลื่อนในด้านบวก) 14 สถานี 29 หัวจ่าย คิดเป็นร้อยละ 0.016 ของหัวจ่ายที่ตรวจสอบทั้งหมด และเป็นการจ่ายน้ำมันขาดจากปริมาณที่ควรจะเป็น (คลาดเคลื่อนในด้านลบ) 5 สถานี 11 หัวจ่าย คิดเป็นร้อยละ 0.006 ของหัวจ่ายที่ตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งกรมได้ดำเนินการผูกบัตรห้ามใช้ เพื่อไม่ให้สามารถใช้หัวจ่ายที่คลาดเคลื่อนนั้นต่อไปได้จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องและเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบให้คำรับรองใหม่แล้ว ส่วนกรณีที่เป็นการจ่ายน้ำมันขาดหรือคลาดเคลื่อนในด้านลบเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ได้ดำเนินคดีแล้วทุกราย<br />
<br />
สำหรับโทษ กรณีที่สถานีบริการน้ำมันจ่ายน้ำมันคลาดเคลื่อนเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือกรณีใช้หัวจ่ายน้ำมันที่สิ้นอายุเครื่องหมายคำรับรอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีดัดแปลงหัวจ่ายเพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน มีจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20231225475f996c61072d52a4403912c162e25f153228.jpg' type='image/jpg' length='367754' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก พ.ย.ฟื้นตัวต่อเนื่อง โต 4.9% บวก 4 เดือนติด รวม 10 เดือนลบ 1.5%]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/27198</link>
<guid isPermaLink="false">b66d6f1811997152f3c578fe04057c75</guid>
<pubDate>Mon, 25 Dec 2023 15:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยส่งออก พ.ย.66 มีมูลค่า 23,479.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 4.9% บวกต่อเนื่อง 4 เดือนติด โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 7.7% อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 1.7% และสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 3.4% ส่วนยอดรวม 11 เดือน เหลือติดลบ 1.5% คาดเดือน ธ.ค. ยังส่งออกได้ดี มีลุ้นทั้งปีติดลบน้อยกว่า 1.5% แน่นอน อาจจะลบ 1% หรือต่ำกว่าก็ได้</strong><br />
&nbsp; &nbsp;<br />
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน พ.ย.2566 มีมูลค่า 23,479.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.9% เป็นบวกต่อเนื่อง 4 เดือนติดต่อกัน เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 847,486.1 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 25,879.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.1% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 944,873.4 ล้านบาท ขาดดุลการค้ามูลค่า 2,399.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 97,387.3 ล้านบาท รวมการส่งออก 11 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 261,770.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 1.5% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 9,013,183.8 ล้านบาท นำเข้ามูลค่า 267,935.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 3.8% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 9,341,112.1 ล้านบาท ขาดดุลการค้า มูลค่า 6,165.3 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 327,928.3 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การส่งออกที่เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 4.9% ขยายตัวต่อเนื่อง&nbsp;3 เดือน โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 7.7% ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 1.7% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร ผักกระป๋องและผักแปรรูป ผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง กุ้งต้มสุกแช่เย็น ส่วนสินค้าที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 11 เดือนของปี 2566 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 0.5%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 3.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 11 เดือนของปี 2566 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ลด 1.5%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่การส่งออกไปตลาดสำคัญ หลายตลาดเพิ่มขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่บางตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน ท่ามกลางภาวการณ์ชะลอตัวของภาคการผลิตโลก โดยตลาดหลัก เพิ่ม 4.7% จากตลาดสหรัฐฯ เพิ่ม 17.5% ญี่ปุ่น เพิ่ม 4.3% และอาเซียน (5) เพิ่ม 12.9% แต่จีน สหภาพยุโรป (27) และ CLMV ลด 3.9% , 5.0% และ 7.6% ตามลำดับ ตลาดรอง เพิ่ม 4.1% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 5.0% ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 10.9% และรัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 88.4% ส่วนตะวันออกกลาง ลด 4.5% แอฟริกา ลด 1.4% ลาตินอเมริกา ลด 4.2% และสหราชอาณาจักร ลด 15.0% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 63.1% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 77.9%</p>

<p>นายกีรติกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในเดือน ธ.ค.2566 ที่เหลืออีก 1 เดือน คาดว่าแนวโน้มจะยังทำได้ดี และมีโอกาสที่การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวติดลบน้อยกว่า 1.5% โดยดูสถิติของเดือน ธ.ค. ย้อนหลัง 5 ปี พบว่าส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าได้เท่านี้ ก็จะติดลบ 1% บวกลบ แต่ถ้าได้ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะติดลบ 0.8% และตามตัวเลขที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประเมิน ถ้าได้ 25,654 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกทั้งปีจะขยายตัว 0%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับปัญหาการส่งออกผ่านทางทะเลแดง ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อการส่งออก เพราะมีการส่งออกสินค้าไปแล้วตั้งแต่เดือน ต.ค.2566 ที่ผ่านมา แต่ถ้าจะมีผลกระทบ ก็จะเป็นการส่งออกในช่วงเดือน ม.ค.2567 ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป ถ้าไม่ยืดเยื้อ ก็จะไม่มีผลกระทบ โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้นัดประชุมร่วมกับสายการเดินเรือ วันที่ 26 ธ.ค.2566 เพื่อติดตามสถานการณ์ และขอความร่วมมือพิจารณาเรื่องการปรับราคาอย่างเป็นธรรม เพราะหากจำเป็นต้องขึ้น ก็ขอให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ผู้ส่งออกเข้าใจสถานการณ์อยู่แล้ว แต่บริหารจัดการได้ ก็ขอให้ช่วยบริหารจัดการให้เหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเป้าหมายการส่งออกปี 2567 เบื้องต้นได้กำหนดไว้ที่ประมาณ 2% หลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกับภาคเอกชน และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกแล้ว แต่ตัวเลขเป้าหมายจริง ต้องรอผลการส่งออกเดือน ธ.ค.2566 ก่อน และจากนั้นจะประเมินปัจจัยภายใน ภายนอก และดูว่าเป้าหมายควรจะเป็นเท่าใด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การส่งออกเดือน พ.ย. ที่เพิ่มขึ้น 4.9% เป็นการกลับมาเป็นบวกต่อเนื่องติดต่อกัน 4 เดือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ การส่งออกติดลบต่อเนื่องมาแล้ว 10 ติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือน ต.ค.2565 ที่ลดลง 4.2% พ.ย.2565 ลด 5.6% ธ.ค.2565 ลด 14.3% ม.ค.2566 ลด 4.6% ก.พ.2566 ลด 4.8% มี.ค.ลด 4.2% เม.ย.2566 ลด 7.7% พ.ค.ลด 4.6% มิ.ย. ลด 6.5% ก.ค.ลด 6.2% และกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในเดือนส.ค.2566 ที่ 2.6% ก.ย. เพิ่ม 2.1%&nbsp;และ ต.ค.เพิ่ม 8%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202312257569f67632022267f6f815f0ddcf97ea153134.jpg' type='image/jpg' length='390228' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” ผนึกหน่วยงานรัฐปราบสินค้าละเมิด เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง คุมลักลอบนำเข้า]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/27037</link>
<guid isPermaLink="false">66a7cdfaff2c89f62626fe88d13c3910</guid>
<pubDate>Fri, 22 Dec 2023 18:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในท้องตลาด ช่องทางออนไลน์ พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง หลังจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากช่วงปีใหม่ คุมเข้มการลักลอบขนสินค้าบริเวณชายแดน โชว์จับกุม 9 เดือน 1,282 คดี ยึดของกลางกว่า 2 ล้านชิ้น มูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรม ได้ร่วมกับกองอํานวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมด้วยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะทำงานปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ครั้งที่ 2/2566 เพื่อติดตาม รวบรวมผลการปฏิบัติงานด้านการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2566 ที่ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เร่งปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง ทั้งการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ และให้เร่งดำเนินคดีกับผู้ผลิตสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่ต้นน้ำ และการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ผ่านอุปกรณ์หรือแอปพลิเคชันสำหรับการสตรีมและดาวน์โหลด</span></p>

<p><span style="color:#000000;">โดยในการประชุม ได้มีการหารือถึงการดำเนินการเกี่ยวกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ที่สอดรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยจะมีการเฝ้าระวังในหลายพื้นที่ ๆ เคยเป็นตลาดที่มีสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง (Notorious Markets) และพื้นที่การค้าสำคัญ รวมทั้งหาแนวทางสกัดกั้นการลักลอบขนส่งสินค้าละเมิดบริเวณด่านชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในด้านการป้องกันปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ส่งผลเชิงบวกต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผลการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ในช่วง 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) มีการจับกุมและดำเนินคดีสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 1,282 คดี ยึดของกลางได้ 2,042,790 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 1,179,276,697 บาท<br />
ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมายังกองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์&nbsp;</span><a href="http://www.ipthailand.go.th/" target="_blank"><span style="color:#000000;">www.ipthailand.go.th</span></a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/2023122255593774ad8d70d3040e1dc38cac3035184828.jpg' type='image/jpg' length='402835' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียนถกวางกรอบประเด็นเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนปี 67 พร้อมเร่งอัปเกรด FTA กับจีน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/26306</link>
<guid isPermaLink="false">7311ed6a8344869d5805ac1b6d71bcfe</guid>
<pubDate>Tue, 19 Dec 2023 15:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h2><span style="font-size:22px;"><strong>เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน นัดประชุมไม่เป็นทางการครั้งแรก หลัง สปป.ลาว รับไม้ต่อประธานจากอินโดนีเซีย ถกวางกรอบประเด็นเศรษฐกิจที่จะผลักดันในปี 67 ทั้งการเสริมสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ การใช้ระบบเลขนิติบุคคลเดียวของอาเซียน พร้อมเร่งอัปเกรด FTA อาเซียน-จีน บังคับใช้พิธีสารอัปเกรด FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และทำกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล</strong><br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (SEOM Retreat) ระหว่างวันที่ 7-8 ธ.ค.2566 ที่ผ่านมา ณ แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรกของเสาเศรษฐกิจ หลังจากที่ สปป.ลาว รับตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากอินโดนีเซีย<br />
โดยการประชุมครั้งนี้ ได้มีการหารือถึงประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจที่จะผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จในปี 2567 ภายใต้แนวคิดหลัก &ldquo;ASEAN : Enhancing Connectivity and Resilience&rdquo; มุ่งเชื่อมโยงการค้าในอาเซียนอย่างไร้รอยต่อผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น 1.การจัดทำปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน 2.การพัฒนาระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน รุ่นใหม่ ที่เน้นสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าดิจิทัลในภูมิภาค และตอบสนองต่อการเติบโตของการค้าไร้กระดาษข้ามพรมแดน และ 3.การนำข้อริเริ่มเรื่องระบบเลขทะเบียนนิติบุคคลเดียวของอาเซียน (Unique Business Identification Numbers : UBIN) มาพัฒนาให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคธุรกิจของอาเซียนสามารถทำการค้าได้อย่างสะดวกมากขึ้น&nbsp;</span></h2>

<p><span style="font-size:22px;">ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เร่งผลักดันการเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ให้ได้ข้อสรุปอย่างมีนัยสำคัญ และการมีผลบังคับใช้ของพิธีสารเพื่อยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ซึ่งมีการปรับข้อบทในด้านการค้าสินค้า บริการ และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน รวมทั้งเสริมสร้างการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน อาเซียนได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภูมิภาค โดยเร่งยกระดับเทคโนโลยีผ่านการจัดทำกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล (DEFA) โดยมีไทยเป็นประธานคณะเจรจา และเริ่มเจรจารอบแรกเมื่อต้นเดือน ธ.ค.2566 ที่ผ่านมา เพื่อวางโครงร่างของประเด็นที่จำเป็นต่อการค้าดิจิทัลในอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยตั้งเป้าสรุปผลเจรจาภายในปี 2568 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจ และเปลี่ยนผ่านอาเซียนสู่ความเป็นประชาคมดิจิทัล ตลอดจนส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202312191ce86bb24f1a9e90da1062113689b827150148.jpg' type='image/jpg' length='476224' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมการค้าภายใน ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจปั๊ม ดูแลประชาชนช่วงกลับบ้าน-ท่องเที่ยวปีใหม่]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/26231</link>
<guid isPermaLink="false">84443b4c047c3e6edc85e35fd6952462</guid>
<pubDate>Tue, 19 Dec 2023 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าภายในส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจ ออกตรวจสอบมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงในปั๊มน้ำมัน ตามเส้นทางการเดินรถที่เป็นจังหวัดรอยต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล ออกไปต่างจังหวัด ทั้งก่อนและหลังปีใหม่ เพื่อดูแลประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมจากการเติมน้ำมัน ในช่วงที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สายตรวจ คุมเข้มการตรวจสอบมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงตามสถานีบริการ ตามเส้นทางการเดินรถที่เป็นรอยต่อของจังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล มุ่งหน้าออกสู่ต่างจังหวัด และในเขตพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพราะจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัด ทั้งโดยพาหนะส่วนตัว และรถสาธารณะ จึงจำเป็นต้องใช้บริการสถานีบริการน้ำมันเพื่อเติมเชื้อเพลิงก่อนเดินทาง เพื่อกำกับดูแลและตรวจสอบความถูกต้องมาตรวัด สร้างความเชื่อมั่นใจให้กับประชาชนว่าได้รับน้ำมันเต็มลิตร ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ล่าสุดกรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเที่ยงตรงมาตรวัดน้ำมันในสถานีบริการน้ำมันสายเหนือ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ปตท. สาขาสายเอเชีย บ้านเกาะ (ใหม่) -อยุธยา พีที สาขาบางปะหัน 4 และเชลล์ สาขาวังน้อย โดยพบหัวจ่ายถูกต้องทุกหัวจ่าย ซึ่งจากนี้ กรมจะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่องต่อไป ทั้งก่อนเทศกาลปีใหม่ และหลังเทศกาลปีใหม่ ที่ประชาชนเดินทางกลับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายกรนิจกล่าวว่า ตั้งแต่เดือน ส.ค.2566 ที่ผ่านมา กรมได้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันทั้งหมด 12,500 แห่ง&nbsp; เป้าหมายการตรวจหัวจ่ายจำนวน 231,842 หัวจ่าย ซึ่งตรวจสอบแล้ว 174,793 หัวจ่าย พบว่า มีหัวจ่ายที่ไม่ถูกต้อง 279 หัวจ่าย ซึ่งได้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายไปแล้ว โดยสถานีบริการใด ที่ถูกตรวจพบว่าใช้มาตรวัดที่ไม่ถูกต้อง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีพบว่ามีการดัดแปลงมาตรวัดจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 120,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>สำหรับการดำเนินการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา กรมได้ร่วมกับสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ และได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเป็นอย่างดี โดยในขั้นแรกจะเป็นการตรวจสอบโดยสถานีบริการน้ำมันนั้น ๆ และจะมีการตรวจสอบอีกครั้งโดยเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายใน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าได้รับความเป็นธรรมในการเข้ารับบริการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ขอฝากให้ประชาชนผู้บริโภค สังเกตเบื้องต้นก่อนเข้ารับเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนี้ 1.ป้ายราคาน้ำมัน/ลิตรที่ระบุหน้าสถานีบริการน้ำมันตรงกับตู้จ่ายน้ำมัน 2.ตู้จ่ายน้ำมันตามสถานีบริการต้องมีสติ๊กเกอร์วงกลมของกรมการค้าภายใน (มีรูปครุฑสีแดง /ระบุว่าตรวจสอบแล้ว /แสดงปี พ.ศ. ปัจจุบันอยู่ด้านล่าง) หากมีสติ๊กเกอร์ดังกล่าวติดอยู่แสดงว่าได้มีการตรวจสอบแล้ว 3.ก่อนเติมยอดขายและจำนวนลิตร ต้องเป็นเลขศูนย์ 4.เมื่อเติมเสร็จให้ดูยอดขายและจำนวนลิตรให้ถูกต้อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนประชาชน หากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ กรมจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป&rdquo;นายกรนิจกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20231219df8d033e8d16f5d023f07fc1dc4e079f101410.jpg' type='image/jpg' length='326204' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมการค้าต่างประเทศฟังความเห็น ประกาศขอรับหนังสือสำคัญส่งออกนำเข้าทางอิเล็กทรอนิกส์]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/26156</link>
<guid isPermaLink="false">cc6be3b931c5b86db8e40640d3c930b4</guid>
<pubDate>Mon, 18 Dec 2023 16:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศ ยกร่างประกาศเรื่อง การขอรับหนังสือสำคัญการส่งออกนำเข้าสินค้าโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร พ.ศ. ... เพื่อช่วยยกระดับการให้บริการ ลดขั้นตอน ลดเอกสาร และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับผู้ประกอบการ พร้อมเปิดให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แสดงความคิดเห็นตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 ธ.ค.นี้</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ร่างประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง การขอรับหนังสือสำคัญการส่งออกนำเข้าสินค้าโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร พ.ศ. ... เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ด้วยการปรับปรุงขั้นตอนการสมัครขอรับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านประเภทนิติบุคคลให้สะดวกมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ผู้รับบริการต้องเดินทางมายืนยันตัวตนในการสมัครขอรับชื่อผู้ใช้งานประเภทนิติบุคคลกับเจ้าหน้าที่ ณ หน่วยงานให้บริการ เปลี่ยนเป็นการส่งคำขอรับชื่อผู้ใช้งานผ่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยยกระดับการให้บริการ ลดขั้นตอนและลดเอกสาร รวมทั้งลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ผู้ประกอบการ<br />
<br />
ทั้งนี้ ร่างประกาศกรมฉบับดังกล่าว ยังรองรับการใช้งานร่วมกับระบบการให้บริการของกรมที่พัฒนาขึ้นใหม่ เช่น ระบบรายงานการนำเข้า-ส่งออก การตรวจสอบสินค้าที่มีมาตรการควบคุม (e&ndash;Report2) และระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษ (Rovers Plus) เป็นต้น</p>

<p>&ldquo;กรมในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ออกหนังสือสำคัญการส่งออกนำเข้าสินค้า ได้แก่ ใบอนุญาตส่งออก-นำเข้าสินค้า หนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้า และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า จึงได้ทำการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับระบบ DFT SMART-I ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลกลางของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่ติดต่อขอรับบริการจากกรม และระบบการมอบและรับมอบอำนาจกระทำการแทนแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว&rdquo;นายรณรงค์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การจัดทำร่างประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง การขอรับหนังสือสำคัญการส่งออกนำเข้าสินค้าโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร พ.ศ. ... เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงขอเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการส่งออก-นำเข้า รวมทั้งผู้ที่สนใจร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างประกาศกรมดังกล่าวผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (<a href="http://www.law.go.th/" target="_blank">www.law.go.th</a>) หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ (<a href="http://www.dft.go.th/" target="_blank">www.dft.go.th</a>) ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 ธ.ค.2566 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DFT Call Center โทร 1385 หรือ สำนักบริการการค้าต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ โทร 0 2547 4826 หรือ 0 2547 4838</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20231218a7cf423e7f021a2d6d735619cb30700b162305.jpg' type='image/jpg' length='225782' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยใช้สิทธิ์ GSP ส่งออก 9 เดือน สหรัฐฯ แชมป์ ส่วนประกอบแอร์นำโด่ง]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/25210</link>
<guid isPermaLink="false">f88d19d8f77c118bb8c0f1ed4c027d3e</guid>
<pubDate>Tue, 12 Dec 2023 10:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยสถิติการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ GSP ช่วง 9 เดือนปี 66 ตลาดสหรัฐฯ ครองแชมป์ ใช้สิทธิ์สูงถึง 2,375.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 91.66% ของมูลค่าส่งออกรวมที่ได้สิทธิ์ ส่วนสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศนำโด่ง ตามด้วยกรดมะนาว อาหารปรุงแต่ง กระเป๋าใส่เสื้อผ้า และถุงมือยาง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถิติการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับการส่งออกภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ที่ไทยได้รับในปัจจุบัน ได้แก่ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช ใน 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่ารวม 2,591.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ 53.61% โดยตลาดที่ไทยมีการใช้สิทธิ์ GSP ส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็นสหรัฐฯ มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์อยู่ที่ 2,375.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 91.66% ของมูลค่าการส่งออกรวมที่ใช้สิทธิ์ GSP &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ สินค้าดาวเด่นของไทยที่มีการใช้สิทธิ์ GSP สูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ มูลค่า 402.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรดมะนาว หรือกรดซิทริก มูลค่า 130.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาหารปรุงแต่ง มูลค่า 110.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กระเป๋าใส่เสื้อ มูลค่า 104.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และถุงมือยาง มูลค่า 91.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีสินค้าสำคัญอื่น ๆ ที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ GSP ส่งออกไปสหรัฐฯ สูง เช่น เลนส์แว่นตา ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ขนมที่ไม่มีโกโก้ผสมทำจากน้ำตาล เป็นต้น</p>

<p>&ldquo;การใช้สิทธิ์ GSP ส่งออกไปสหรัฐฯ นั้น ทำให้ไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสามารถช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทยได้เป็นอย่างดี&rdquo;นายรณรงค์กล่าว<br />
<br />
ส่วนโครงการ GSP ของสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) พบว่า สินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์สูง เช่น เพชรพลอยรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่า (สวิตเซอร์แลนด์) หน้าปัดนาฬิกาชนิดคล็อกหรือวอตซ์ (สวิตเซอร์แลนด์) ของผสมของสารที่มีกลิ่นหอมชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหรือเครื่องดื่ม (สวิตเซอร์แลนด์) ข้าวโพดหวาน (นอร์เวย์) สูทของสตรีหรือเด็กหญิงทำด้วยขนแกะหรือขนละเอียดของสัตว์ (นอร์เวย์) ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด (นอร์เวย์) สับปะรดกระป๋อง ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก และปลาโบนิโตชนิดซาร์ดา (CIS) เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมพร้อมให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ โดยหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า สามารถค้นหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ&nbsp;<a href="http://www.dft.go.th/" target="_blank">www.dft.go.th</a>&nbsp;หรือโทรสายด่วน 1385 รวมถึงไลน์แอปพลิเคชัน ชื่อบัญชี &ldquo;@gsp_helper&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/2023121285b08000f020f9141f1722bda7f0e4ff103252.jpg' type='image/jpg' length='291623' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ฯ จับมือ “ท่องเที่ยว-ททท.” บูม Soft Power ร้านอาหาร Thai SELECT สินค้าชุมชน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/25208</link>
<guid isPermaLink="false">0abe6fbd3d52315f8943cb35e6f63aaf</guid>
<pubDate>Tue, 12 Dec 2023 10:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมมือบูม Soft Power ร้านอาหาร Thai SELECT และสินค้าชุมชน เตรียมผลักดันเป็นเส้นทางท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อเข้าไปชิมอาหาร และท่องเที่ยวในแหล่งผลิตสินค้า</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของรัฐบาล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ภายใต้ &ldquo;ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ&rdquo; ร่วมกับ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ว่า กรมจะร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. ในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากโครงการอาหารไทย Thai SELECT และสินค้าชุมชน (Smart Local) ซึ่งเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ อย่างหนึ่ง ในการเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ผ่านอาหาร วัฒนธรรม ประเพณี สถานที่ท่องเที่ยว ตลอดจนสินค้าชุมชนหลากหลายประเภท ทำให้เกิดการจดจำและพร้อมเผยแพร่ต่อให้กับญาติพี่น้องและเพื่อนของตน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยแนวทางการดำเนินการ กรมจะร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท. ประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT ที่ปัจจุบันมีอยู่ 370 ร้าน ที่ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการคัดเลือกว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานของอาหารไทย ทันสมัย มีเสน่ห์คงความเป็นเอกลักษณ์ไทย มีอัตลักษณ์ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ร้านตกแต่งสวยงาม บริการเป็นเลิศ และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพดีของ Smart Local ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ร่วมกับเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อขยายการตลาดการเข้าถึงของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ</p>

<p>สำหรับกิจกรรมที่จะนำมาขับเคลื่อน ที่ทั้ง 3 หน่วยงาน จะร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงรุก และเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1.แคมเปญส่งเสริมการตลาดร่วมกัน เช่น การส่งเสริมร้านอาหาร Thai SELECT ผ่านแคมเปญ &ldquo;เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT&rdquo; ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลัง Soft Power อาหารไทย การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวกับสินค้าชุมชน (Smart Local) และธุรกิจในพื้นที่ ทั้งการบูรณาการส่งเสริมการตลาดเชิงพื้นที่ ส่งเสริมการท่องเที่ยว อนุรักษ์ภูมิปัญญาชุมชน และเพิ่มคุณค่าของประสบการณ์ร่วม<br />
<br />
2.กิจกรรมร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในแต่ละท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไป ณ ชุมชนมากขึ้น และจัดเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืนของชุมชน ประชาสัมพันธ์แนะนำแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก (Homestay) คู่กับสินค้าชุมชน (DBD Smart Local / Digital Village) และร้านอาหารพื้นถิ่น (Thai SELECT) เพื่อสร้างความเข้มแข็งและให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างโอกาสทางการค้าให้ผลิตภัณฑ์ชุมชน (Smart Local) เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน ที่จะช่วยส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน ร้านอาหารไทย Thai SELECT ในพื้นที่ ผ่านกิจกรรม &ldquo;ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น&rdquo; เพื่อสร้างจุดเด่นและความแตกต่าง รวมทั้ง จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรองร้านอาหาร Thai SELECT ในทุกภูมิภาค เช่น ภาคเหนือ : เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พิษณุโลก นครสวรรค์ ภาคกลาง : พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท ลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : นครราชสีมา บุรีรัมย์ หนองคาย บึงกาฬ ร้อยเอ็ด ภาคตะวันออก : ชลบุรี จันทบุรี ตราด สระแก้ว นครนายก ภาคใต้ : สุราษฎร์ธานี พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202312129d30c8bd08c5bacbf042fe8e5272b0de103100.jpg' type='image/jpg' length='1001290' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐลดค่าครองชีพ ฉุดเงินเฟ้อ พ.ย.66 ลบ 0.44% ลง 2 เดือนติด ต่ำสุด 33 เดือน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/24854</link>
<guid isPermaLink="false">c3e3600583a8e20d43f33e6c0e9cc8ae</guid>
<pubDate>Fri, 08 Dec 2023 09:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ พ.ย.66 ติดลบ 0.44% ลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน และต่ำสุดในรอบ 33 เดือน เหตุสินค้ากลุ่มพลังงาน และอาหารสำคัญ ทั้งหมู ไก่ น้ำมันพืช ลดลง สินค้าและบริการอื่น ๆ เคลื่อนไหวปกติ ย้ำไม่มีสัญญาณเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากมาตรการรัฐ ส่วนยอดรวม 11 เดือน เพิ่ม 1.41% คาดเดือน ธ.ค. ลดลงอีก คาดทั้งปี 1.0-1.7% พร้อมตั้งเป้าปี 67 อยู่ที่ติดลบ 0.3% ถึงเพิ่ม 1.7% ค่ากลาง 0.7%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน พ.ย.2566 เท่ากับ 107.45 เทียบกับ ต.ค.2566 ลดลง 0.25% เทียบกับเดือน พ.ย.2565 ลดลง 0.44% ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และต่ำสุดในรอบ 33 เดือน นับจาก ก.พ.2564 โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการมาตรการด้านพลังงานของภาครัฐ ที่ทำใหสินค้ากลุ่มพลังงานปรับลดลง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ 91 และยังมีสินค้ากลุ่มอาหารสำคัญที่ลดลง เช่น เนื้อสุกร ไก่สด และน้ำมันพืช ราคาต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ และรวมเงินเฟ้อเฉลี่ย 11 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-พ.ย.) เพิ่มขึ้น 1.41%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เงินเฟ้อเดือน พ.ย.2566 ที่กลับมาติดลบ 2 เดือนติด ไม่ได้มีสัญญาณอะไร และไม่ต้องกังวลเรื่องเงินฝืด เพราะดูแล้วเดือน ธ.ค.2566 เงินเฟ้อก็จะยังติดลบอีก โดยเงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากมาตรการลดค่าครองชีพเป็นหลัก โดยเฉพาะค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ส่วนตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก็ยังขยายตัว ปี 2566 สภาพัฒน์คาดว่าจะขยายตัว 2.5% และปี 2567 คาดว่าขยายตัว 2.7-3.7% เพราะฉะนั้น ทางเทคนิคยังมีแค่ประเด็นเงินเฟ้อติดลบ ซึ่งที่ติดลบ ก็ไม่ได้มาจากปัจจัยอื่น แต่เป็นเพราะมาตรการรัฐ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน พ.ย.2566 ที่ลดลง 0.44% มาจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.87% โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มพลังงานที่ราคาลดลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากมาตรการภาครัฐ ทั้งค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ 91 รวมถึงค่าโดยสารรถไฟฟ้า และผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้า และเครื่องปรับอากาศ ราคาลดลงต่อเนื่อง ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้น เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 E85 และ E20 น้ำมันเบนซิน 95 ก๊าซยานพาหนะ (LPG) ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่งนักเรียน เครื่องแบบนักเรียน แป้งทาผิวกาย ยาสีฟัน อาหารสัตว์เลี้ยง สุรา และเบียร์&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202312086b11cbe4ead54e6a3087253b0e25df24092514.jpg' type='image/jpg' length='374514' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“นภินทร”เผยช่วง 10 เดือน อินโดนีเซียมาแรง ขยับขึ้นเบอร์ 1 ตลาดส่งออกข้าวไทย]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/24462</link>
<guid isPermaLink="false">fb24cb019a9f1da153d8301474e05521</guid>
<pubDate>Wed, 06 Dec 2023 14:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; สั่งการ สนค. วิเคราะห์ตลาดส่งออกข้าวไทยช่วง 10 เดือนปี 66 พบอินโดนีเซียมาแรงแซงทางโค้งขยับขึ้นเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับ 1 ของไทย ปริมาณสูงถึง 1 ล้านตันเศษ มูลค่า 523 ล้านเหรียญสหรัฐ เหตุเจอภัยแล้ง ฤดูมรสุมล่าช้า ทำปลูกข้าวได้น้อย ส่วนยอดรวมส่งออก 10 เดือน มีปริมาณ 6.9 ล้านตัน มูลค่า 3,967.31 ล้านเหรียญสหรัฐ แนะเดินหน้าสร้างการรับรู้ข้าวไทย เพิ่มโอกาสส่งออก เพิ่มพันธุ์ข้าวใหม่ และเตรียมรับมือภัยแล้ง</strong><br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ติดตามข้อมูลสถานการณ์การค้าสินค้าข้าวของไทย และได้รับรายงานว่าในช่วง 10 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ต.ค.) อินโดนีเซียได้กลายเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับ 1 ของไทย มีปริมาณการส่งออกสูงถึง 1,057,537 ตัน มูลค่า 523.45 ล้านเหรียญสหรัฐ (18,035.56 ล้านบาท) มูลค่าการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 13.19% ของมูลค่าการส่งออกข้าวทั้งหมด โดยข้าวที่ส่งออกไปอินโดนีเซียส่วนใหญ่ คือ ข้าวขาว 5&ndash;10% มีสาเหตุหลักมาจากอินโดนีเซียกำลังประสบปัญหาขาดแคลนข้าว เนื่องจากภัยแล้งที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงฤดูมรสุมที่ล่าช้า ทำให้อินโดนีเซียปลูกข้าวได้น้อยลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2565 ไทยมีปริมาณการส่งออกข้าวไปยังอินโดนีเซีย 91,714 ตัน มูลค่า 42.24 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,511.55 ล้านบาท) มูลค่าการส่งออกไปอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วน 1.06% ของมูลค่าการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด และอินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับที่ 20 ของไทย &nbsp;<br />
นายนภินทรกล่าวว่า สนค. ยังได้ศึกษาข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ซึ่งรายงานว่า ผลผลิตข้าวอินโดนีเซียในฤดูฝนอาจลดลง เนื่องจากฤดูมรสุมล่าช้า โดยคาดการณ์ผลผลิตข้าวของอินโดนีเซีย ปี 2566/67 อยู่ที่ 33.5 ล้านตัน (ข้าวสีแล้ว) ลดลง 3% จากที่คาดการณ์เมื่อเดือนต.ค.2566 ขณะที่พื้นที่เก็บเกี่ยวข้าว อยู่ที่ 11.3 ล้านเฮกตาร์ (ประมาณ 70.6 ล้านไร่) ลดลง 3% จากคาดการณ์เมื่อเดือน ต.ค.2566 ส่วนผลผลิตคาดว่าจะอยู่ที่ 4.67 ตันต่อเฮกตาร์ ลดลงเล็กน้อยจากคาดการณ์เมื่อเดือน ต.ค.2566&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน อินโดนีเซียปลูกข้าวได้ 3 รอบในหนึ่งปี รอบแรกปลูกในฤดูฝนเป็นหลัก ช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. สัดส่วนประมาณ 45% ของการปลูกข้าวทั้งหมด และเก็บเกี่ยวช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย. และปลูกในฤดูแล้งอีก 2 รอบ ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกข้าวหลักของอินโดนีเซียจะปลูกบริเวณพื้นที่ราบลุ่มและพื้นที่สูงทั่วประเทศ มีทั้งนาชลประทานและนาน้ำฝน แต่การทำนาส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียอาศัยน้ำจากระบบชลประทานถึง 85% โดยจะใช้ในพื้นที่เพาะปลูกเป็นที่ราบลุ่ม ซึ่งต้องอาศัยน้ำฝนเพื่อเติมปริมาณน้ำให้กับระบบชลประทานอยู่เสมอ</p>

<p>สำหรับการคาดการณ์ว่าพื้นที่ปลูกข้าวของอินโดนีเซียมีแนวโน้มลดลงในปี 2566/67 มีสาเหตุหลักมาจากความล่าช้าของฤดูมรสุมและปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เกิดความแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณเกาะชวา ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกหลัก รวมทั้งบางส่วนของเกาะสุมาตราตอนใต้ ในช่วงตั้งแต่กลางเดือน ส.ค. ที่ปริมาณน้ำฝนสะสมมีแนวโน้มต่ำกว่าปกติ ขณะที่ฤดูฝนปี 2566 ก็มีความล่าช้าออกไป ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถเริ่มปลูกข้าวได้ตามช่วงเวลาที่เคยเป็น และทำให้เกษตรกรที่อยู่ในเขตปลูกข้าวพื้นที่ราบสูงที่ต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยลง เช่น ข้าวโพด เป็นต้น&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทรกล่าวว่า การส่งออกข้าวของไทย ในช่วง 10 เดือนของปี 2566 มีปริมาณการส่งออกรวม 6,922,649 ตัน เพิ่มขึ้น 11.4% มูลค่า 3,967.31 ล้านเหรียญสหรัฐ (136,289.84 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 24.7 โดยตลาดส่งออกข้าวของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อินโดนีเซีย สัดส่วน 13.19% ของมูลค่าการส่งออกข้าวของไทย 2.สหรัฐฯ สัดส่วน 13.03% 3.แอฟริกาใต้ สัดส่วน 10.47% 4.อิรัก สัดส่วน 9.38% และ 5.จีน สัดส่วน 4.41% ตามลำดับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยปัจจุบันความต้องการข้าวจากประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาภัยแล้งและปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง และการให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร ทำให้เกิดความพยายามในการนำเข้าเพื่อสำรองปริมาณข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ รวมทั้งการระงับการส่งออกข้าวของอินเดียและเมียนมา จึงถือเป็นโอกาสที่จะผลักดันและขยายตลาดส่งออกข้าวไทย ตลอดจนสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์ของข้าวไทยให้ผู้บริโภครายใหม่ ๆ ในต่างประเทศ<br />
นอกจากนี้ ไทยยังต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์ข้าว เพิ่มความหลากหลาย เน้นให้มีผลผลิตต่อไร่สูง ต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับข้าวไทย และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น ข้าวพื้นนุ่ม ขณะเดียวกันเกษตรกรควรเตรียมความพร้อมหาแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการปลูกข้าวแบบใช้น้ำน้อย ทำนาแบบยั่งยืนที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งต้องติดตามมาตรการบริหารจัดการน้ำสำหรับการเพาะปลูก เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบจากภัยแล้งและปรากฏการณ์เอลนีโญให้ได้มากที่สุด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20231206bc20278019a847782d8f5a849c2b47c2143855.jpg' type='image/jpg' length='402144' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”สั่งฟันละเมิดออนไลน์ ช่วย SMEs คุ้มครองไอพี ดันสินค้า GI หนุน Soft Power]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/24150</link>
<guid isPermaLink="false">a3b408035f50b6bf673c1ed7d925932a</guid>
<pubDate>Mon, 04 Dec 2023 11:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h2><span style="font-size:22px;"><span style="font-family:THSarabunNew;"><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งการกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดการปัญหาการขายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ป้องกันผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ ภาพลักษณ์ไทยเสียหาย ช่วย SMEs คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ผลักดันสินค้า GI และส่งเสริม Soft Power &ldquo;วุฒิไกร&rdquo; เผยล่าสุดจับมือลาซาด้า ชอปปี้ ติ๊กต๊อก ชอป ช่วยจัดการ หากเจ้าของสิทธิ์พบวางขาย แจ้งเอาออกได้ทันที สถิติแจ้ง 960 รายการ เอาออก 100% ส่วนการปิดเว็บหนัง เพลง 11 เดือนปิดไปแล้ว 88 URLs</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดการกับปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะปัจจุบันเป็นช่องทางใหม่ในการค้าขายของผู้ประกอบการไทย แต่ก็มีการใช้โอกาสตรงนี้ นำสินค้าละเมิดมาจำหน่าย ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ขายสินค้าจริง และทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหาย จึงต้องเร่งจัดการและแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ขอให้ช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่าง ๆ ทั้งลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ไม่ใช่คิดธุรกิจ ทำธุรกิจขึ้นมาแล้ว พอจะเดินหน้า กลับมีคนนำไปจดก่อน แบบนี้เสียหาย ต้องไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ส่วนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ต้องผลักดันให้มีการจดเพิ่มขึ้น และช่วยหาตลาด รวมทั้งต้องช่วยส่งเสริมและสนับสนุน Soft Power ของไทย โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายในและภายนอก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับแพลตฟอร์ม ลาซาด้า ชอปปี้ และติ๊กต๊อก ชอป และผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของสิทธิ์จำนวน 30 ราย เพื่อป้องกันการนำสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไปจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม โดยหากผู้ประกอบการ พบเห็นการนำสินค้าขึ้นไปจำหน่าย ก็จะแจ้งให้แพลตฟอร์มเอาออกได้ทันที หากไม่ยอมเอาออก ก็ให้แจ้งมาที่กรม จะประสานให้แพลตฟอร์มเอาออกให้ ซึ่งที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จ สามารถนำสินค้าละเมิดออกจากแพลตฟอร์มได้ทันที</span></span></h2>

<p><span style="font-size:22px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">สำหรับเฟซบุ๊ก ได้มีการประสานไปแล้ว ได้รับการแจ้งว่า ขณะนี้เฟซบุ๊ก กำลังพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ ที่จะนำมาใช้จัดการกับการขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะมีช่องทางให้รายงาน และจะบริหารจัดการได้ดีขึ้นกว่าเดิม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจัดการปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ และเพลง หากผู้ประกอบการพบเห็นว่ามีการละเมิดทางเว็บไซต์ใด สามารถแจ้งได้ที่กรม หรือแจ้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทำเรื่องขอศาลให้สั่งปิดเว็บไซต์ หรือทั้งโดเมนเนมได้ และกรมยังได้หารือกับสมาคมโฆษณา งดโฆษณาบนเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย เพื่อตัดช่องทางการมีรายได้แล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการดำเนินการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านแพลตฟอร์มลาซาด้า ชอปปี้ และติ๊กต็อก ชอป ล่าสุด มีการขอให้ระงับรวม 960 รายการ และแพลตฟอร์มได้ระงับรวม 960 รายการ คิดเป็นความสำเร็จ 100% โดยสินค้าที่มีการแจ้งว่ามีการละเมิด ได้แก่ อะไหล่ยนต์ หรือเครื่องยนต์ รองเท้า ลิขสิทธิ์เพลง เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ตลับหมึกโทนเนอร์ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านการลบข้อมูล หรือปิด URLs ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 20 (3) ในช่วง 11 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-พ.ย.) ได้มีคำสั่งปิดไปแล้ว 88 URLs และในช่วง 11 เดือนปี 2566 มีการจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารวม 181 คดี ของกลาง 71,770 ชิ้น มูลค่า 25.6 ล้านบาท</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/2023120467b2cdda4ed01ee19a2f571ffa4f6e0f114258.jpg' type='image/jpg' length='343156' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” ตั้ง “ทีมพาณิชย์” ขับเคลื่อนงาน มีทีมย่อยดูแล-ลงลึก 9 ภารกิจสำคัญ]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/23759</link>
<guid isPermaLink="false">b2ae1b8fb5b94ef77cb3bfe73473ef91</guid>
<pubDate>Thu, 30 Nov 2023 15:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ตั้งคณะกรรมการบูรณาการนโยบายเชิงรุกกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานพาณิชย์แบบเป็นทีม พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการอีก 9 ชุด เจาะลึกในแต่ละเรื่อง ทั้งช่วย SMEs ค้าขายไทย-จีน-อาเซียน ดันซอฟต์ เพาเวอร์ ขับเคลื่อนโลจิสติกส์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พัฒนากฎหมาย พัฒนาการค้ารับกติกาใหม่ พัฒนาเกษตรกร และสร้างการรับรู้</strong><br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบูรณาการนโยบายเชิงรุกกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภัณฑิล จงจิตรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมด้วย ว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2566 ที่ผ่านมา ได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการนโยบายเชิงรุกกระทรวงพาณิชย์ มีตนเป็นประธาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองประธาน กรรมการประกอบด้วยผู้บริหารของหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ และมีผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าเป็นเลขานุการ<br />
สำหรับคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่เพื่อขับเคลื่อนภารกิจหลักของกระทรวงพาณิชย์แบบเป็นทีม ทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของประเทศให้มีความเข้มแข็ง การกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้และขยายโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน เพื่อบริหารให้เกิดความสมดุลกับทุกฝ่ายและเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ</p>

<p>ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน และเจาะลึกในแต่ละประเด็น ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มอีก 9 ชุด ประกอบด้วย<br />
1.คณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SMEs ไทย<br />
2.คณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจเชิงรุกไทย-จีน-อาเซียน<br />
3.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการทำงานเพื่อบูรณาการตามยุทธศาสตร์ซอฟต์ เพาเวอร์<br />
4.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายโลจิสติกส์ทางการค้า<br />
5.คณะอนุกรรมการพาณิชอิเล็กทรอนิกส์ Big data และอินฟลูเอนเซอร์เพื่อการค้า<br />
6.คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายกระทรวงพาณิชย์<br />
7.คณะอนุกรรมการเพื่อพัฒนาการค้าตามระเบียบการค้าโลกใหม่<br />
8.คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเพื่อการพาณิชย์<br />
9.คณะอนุกรรมการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์กระทรวงพาณิชย์<br />
&ldquo;การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทั้ง 9 ชุด จะครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้มีความคล่องตัวในการไปปฏิบัติงาน บูรณาการขับเคลื่อนการทำงานในทีมของกระทรวงพาณิชย์ ให้ทำงานได้และครบถ้วน จะเป็นกลไกให้คณะใหญ่ขับเคลื่อนงานได้อย่างเป็นเอกภาพ&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการแต่ละชุด จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละเรื่อง ของแต่ละกรมของกระทรวงพาณิชย์เข้ามาร่วมกันทำงาน เพื่อให้การทำงานมุ่งไปตามภารกิจเป็นเรื่อง ๆ ตามที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ซึ่งจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ อย่าง SMEs ก็มีหลายกรมในกระทรวงพาณิชย์ที่ดูแล จากนี้ต้องมาประสานงานกัน ทำงานร่วมกัน จะขับเคลื่อนหรือช่วยเหลือยังไง หรือซอฟต์ เพาเวอร์ ที่มีหลายกรมเกี่ยวข้อง การผลักดัน ก็ต้องมาทำงานร่วมกัน เป็นต้น &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202311308ffd69f22aef82743be649f956556ed0150954.jpg' type='image/jpg' length='343598' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” มอบของขวัญปีใหม่ จัด “นิวเยียร์ เมกะเซลล์” ลดค่าครองชีพคนไทยครั้งใหญ่]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/23757</link>
<guid isPermaLink="false">192d2c70c02b57b4d8c9f25c60139392</guid>
<pubDate>Thu, 30 Nov 2023 15:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; เผยพาณิชย์เตรียมจัดหนัก จัด &ldquo;นิวเยียร์ เมกะเซลล์&rdquo; ลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ช่วยลดภาระค่าครองชีพเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย ในกรุงเทพฯ จัดที่เมืองทองธานี 20-24 ธ.ค.นี้ ส่วนต่างจังหวัด ห้างลดราคาพร้อมกันทั้งประเทศ 15 ธ.ค.66-15 ม.ค.67 คาดช่วยเซฟเงินในกระเป๋ากว่า 1,000 ล้านบาท</strong><br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้มีการหารือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ และได้ข้อสรุปที่จะจัดงาน &ldquo;นิวเยียร์ เมกะเซลล์&rdquo; ซึ่งเป็นการปรับลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ ในการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับคนไทยทั้งประเทศ<br />
โดยการจัดงาน กำหนดจัดที่เมืองทองธานี ในวันที่ 20-24 ธ.ค.2566 มีสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ประจำวัน เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้มาซื้อสินค้า ส่วนในต่างจังหวัด จะเป็นการลดราคาในห้างทุกสาขาทั่วประเทศ กำหนดจัดช่วงวันที่ 15 ธ.ค.2566-15 ม.ค.2567<br />
&ldquo;ขณะนี้กรมการค้าภายในกำลังอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และห้างต่าง ๆ ที่จะเข้าร่วมโครงการ รวมถึงรายละเอียดสินค้า สินค้าที่จะนำมาลดราคา โดยลดแน่ ๆ ลดมากด้วย ส่วนจะลดเท่าไร เดี๋ยวจะมีรายละเอียดออกมา โดยวันเปิดงานที่เมืองทองธานี จะเชิญนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาเปิดงานด้วย และตั้งเป้าการจัดงานครั้งนี้ ประเมินว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้กว่า 1,000 ล้านบาท&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
ส่วนการที่รัฐบาลจะมีการปรับขึ้นราคาค่าไฟฟ้า และปล่อยให้ราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ หลังพ้นช่วงระยะเวลาตรึงราคา จะมีผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้าหรือไม่นั้น กระทรวงพาณิชย์ได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว และเมื่อถึงเวลา เชื่อว่าทุกฝ่ายจะมีทางออก เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ส่วนการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ยังต้องรอดู เพราะยังไม่มีการปรับขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20231130b88488355ee6edf407ddee4c7044c104150657.jpg' type='image/jpg' length='211457' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม”คิกออฟ โอนเงินไร่ละ 1,000 บาท ให้ชาวนา 4.68 ล้านครัวเรือน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/23282</link>
<guid isPermaLink="false">ec98d3762bab6a7afe8c2c48561f21b6</guid>
<pubDate>Tue, 28 Nov 2023 13:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; คิกออฟ กดปุ่มโอนเงินไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ สูงสุด 20,000 บาท ให้กับเกษตรกร 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ วงเงินรวม 54,366 ล้านบาท จ่ายรวม 5 งวด ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 ธ.ค.66</strong><br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการ Kick Off มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริเวณด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2566 ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน หรือไม่เกินครัวเรือนละ 20,000 บาท ตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 มีเป้าหมายเกษตรกร 4.68 ล้านครัวเรือน หลังจากนั้นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ดำเนินการตามขั้นตอน และกำหนดการจ่ายเงิน แบ่งเป็น 5 งวด (28 พ.ย.-2 ธ.ค.66) เริ่มจ่ายวันนี้ (28 พ.ย.) เป็นวันแรกครอบคลุม 21 จังหวัด จนถึงวันที่ 2 ธ.ค.2566 จึงจะครบทั้ง 77 จังหวัด กรอบวงเงินรวมกว่า 54,336 ล้านบาท ผ่านบัญชี ธ.ก.ส.<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;รัฐบาลตั้งใจที่จะลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร โดยความร่วมมือครั้งนี้ สำเร็จได้ เพราะพี่น้องเกษตรกรและตัวแทนชาวนาช่วยกัน วันนี้เป็นวันแรกที่โอนเงิน และเมื่อครบ 5 วัน ก็ครบทั้งประเทศ ปีต่อไปให้มาลงทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต อนาคตเราจะใช้เทคโนโลยีมาเสริมให้ผลผลิตสูงขึ้น จะได้เอาเงินก้อนนี้มาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้มากขึ้น เพื่อให้ผลผลิตต่อไร่ดีกว่านี้ ความสำเร็จในครั้งนี้ ได้ความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรฯ ขอให้เกษตรกรทุกคนมีกำลังใจ&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ขอบคุณรัฐบาลที่ให้เงินไร่ละ 1,000 แก่เกษตรกร ขอบคุณท่านรองนายกฯ และทุกท่านที่ให้ความสำคัญกับเกษตรกร ชาวนาทุกคนฝากขอบคุณ&nbsp;</p>

<p>รายงานข่าวจากกรมการค้าภายใน แจ้งว่า การจ่ายเงินโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 แบ่งเป็น 5 งวด ประกอบด้วย งวดที่ 1 จ่ายวันที่ 28 พ.ย.2566 จำนวน 21 จังหวัด คือ หนองบัวลำภู เลย นครสวรรค์พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ตาก เชียงราย พะเยา ลำปาง แพร่ เชียงใหม่ น่าน ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลพบุรี และกรุงเทพฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
งวดที่ 2 จ่ายวันที่ 29 พ.ย.2566 จำนวน 8 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สกลนคร อุดรธานี นครพนม หนองคาย มุกดาหาร และบึงกาฬ&nbsp;<br />
งวดที่ 3 จ่ายวันที่ 30 พ.ย.2566 จำนวน 5 จังหวัด คือ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์&nbsp; ชัยภูมิและยโสธร<br />
งวดที่ 4 จ่ายวันที่ 1 ธ.ค.2566 จำนวน 5 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ขอนแก่น และกาฬสินธุ์&nbsp;<br />
งวดที่ 5 จ่ายวันที่ 2 ธ.ค.2566 จำนวน 38 จังหวัด คือ อยุธยา ชัยนาท สิงห์บุรี ปทุมธานี&nbsp; สระบุรี อ่างทอง นนทบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ จันทบุรี ตราด สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สุราษฎร์ธานี ชุมพร ภูเก็ต กระบี่ ระนอง และพังงา<br />
โดยเกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน BAAC Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่านบริการ BAAC Connect ทาง Line : BAAC Family อีกด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/2023112817808c4c12a33bec9de7a30fa2b5d931133118.jpg' type='image/jpg' length='377778' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นบข.เคาะชดเชยดอกเบี้ยให้โรงสี 4% เพิ่มสภาพคล่องซื้อข้าว ชง ครม.อนุมัติ 28 พ.ย.นี้]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/22801</link>
<guid isPermaLink="false">b23492434f73112acec57a86e6c9a6c5</guid>
<pubDate>Fri, 24 Nov 2023 11:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h2><span style="font-size:20px;"><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; เป็นประธานประชุม นบข. เคาะอนุมัติโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้กับโรงสี ในการซื้อข้าวเก็บสต๊อก อัตรา 4% วงเงิน 780 ล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และมีเงินไปซื้อข้าวจากเกษตรกร เตรียมชง ครม. อนุมัติ 28 พ.ย.นี้ พร้อมคิกออฟจ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท ให้กับเกษตรกร 4.68 ล้านครัวเรือน</strong><br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) พร้อมด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ห้องกิติยากรวรลักษณ์ กระทรวงพาณิชย์ ว่า ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติการดำเนินโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2566/67 โดยจะช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้กับโรงสีที่เก็บสต็อกข้าวในอัตรา 4% ใช้งบประมาณ 780 ล้านบาท ใช้เงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จ่ายไปก่อน และรัฐบาลจะจ่ายคืนให้ทีหลัง และจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 28 พ.ย.2566 นี้<br />
&ldquo;การชดเชยดอกเบี้ยให้กับโรงสี เพื่อช่วยให้โรงสีที่กู้เงินจากสถาบันการเงิน มีสภาพคล่อง และมีเงินทุนที่จะใช้ในการซื้อข้าว เพื่อเก็บสต๊อก ทำให้ข้าวไม่ล้นตลาด และส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้น&rdquo;</span></h2>

<p><span style="font-size:20px;">นายภูมิธรรมกล่าวว่า สำหรับการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 4.68 ล้านครัวเรือน ช่วยไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ หรือครัวเรือนละ 20,000 บาท ที่ ครม. ได้มีมติไปก่อนหน้านี้ ขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้อนุมัติวงเงินดำเนินการแล้ว จะมีการคิกออฟจ่ายเงินให้กับเกษตรกรในวันที่ 28 พ.ย.2566 และคาดว่าภายใน 5 วันจะจ่ายได้ครบทั้งประเทศ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนในระยะต่อไป การดูแลในเรื่องการบริหารจัดการและคุณภาพผลผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไปดำเนินการพัฒนาเกษตรกรให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ ส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี เพื่อให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกร มีรายได้เพิ่มขึ้น<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้ราคาข้าวปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาอยู่ที่ 14,300 บาท/ตัน หลังจากที่ได้ประสานโรงสีให้เข้าไปรับซื้อ และมีการเปิดตลาดนัดข้าวเปลือก ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 14,550 บาท/ตัน สูงสด 15,300 บาท/ตัน ข้าวเปลือกเจ้า จาก 11,000 บาท/ตัน เพิ่มเป็น 11,450-11,700 บาท/ตัน ข้าวเปลือกเหนียว ราคา 12,900 -13,800 บาท/ตัน<br />
<br />
รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2566/67 จะช่วยชดเชยดอกเบี้ยโรงสีเก็บสต็อกข้าว 4% งบประมาณ 780 ล้านบาท เป้าหมาย 4 ล้านตัน โดยให้โรงสีเก็บสต็อก 2-6 เดือน มีระยะเวลารับซื้อ ตั้งแต่ ครม. อนุมัติ ถึง 31 มี.ค.2567 (ทั่วไป) และตั้งแต่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย.2567 (สำหรับภาคใต้) และมีระยะเวลาเก็บสต็อก ตั้งแต่ ครม.อนุมัติ ถึง ธ.ค.2567 ส่วนระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ ครม. อนุมัติ ถึง 31 ต.ค.2568</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202311248ba90ef37c7d136d031d6653ba1cbd73114123.jpg' type='image/jpg' length='428558' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ภูมิธรรม” เคาะเป้าส่งออกปี 67 ไม่ทางการ 2.87 แสนล้านเหรียญ เพิ่ม 1.99%]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/21683</link>
<guid isPermaLink="false">8187786910dc354ec8d17a820d8def68</guid>
<pubDate>Thu, 16 Nov 2023 18:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; ประชุมหารือแผนเร่งรัดการส่งออกและการค้าชายแดน ประเมินเป้าส่งออกปี 67 ไม่เป็นทางการ มูลค่า 287,754 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1.99% หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท ส่วนปีนี้ คาดติดลบไม่เกิน 1% พร้อมทำแผนขับเคลื่อนปี 67 จำนวน 380 กิจกรรม เพิ่มมูลค่าส่งออก 65,701 ล้านบาท วาง 5 กลยุทธ์ด้าน เปิดประตูการค้า สั่งทูตพาณิชย์ผนึกพาณิชย์จังหวัดขายสินค้า เร่งส่งออก Soft Power ปรับปรุงการทำงานสู่รัฐบาลดิจิทัล ส่งเสริมเศรษฐกิจใหม่&nbsp; &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแผนเร่งรัดการส่งออกและการค้าชายแดน Quick Win 100 วัน และ 1 ปี ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ทูตพาณิชย์ และภาคเอกชน ว่า ที่ประชุมได้มีการประเมินเป้าหมายการส่งออกของไทยในปี 2567 ในเบื้องต้น หลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ 58 แห่ง ประเมินในมุมมองของฝั่งตลาด คาดการณ์ว่าการส่งออกจะขยายตัวที่ 1.99% มูลค่า 287,754 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท ขณะที่ภาคเอกชน ประเมินในฝั่งการผลิต คาดการณ์ว่า จะขยายตัว 0-2% ซึ่งสอดคล้องกัน แต่ตัวเลขที่ชัดเจน จะต้องรอผลการส่งออกทั้งปีออกมาก่อน ถึงจะประกาศตัวเลขเป้าหมายการส่งออกของปี 2567 อย่างเป็นทางการได้<br />
ส่วนการส่งออกของปี 2566 ประเมินว่า ในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ จะยังขยายตัวเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่การส่งออกในช่วง 2 เดือนล่าสุด ส.ค. เพิ่ม 2.6% ก.ย. เพิ่ม 2.1% ทำให้การส่งออกทั้งปีจะติดลบน้อยกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยจะติดลบไม่เกิน 1%<br />
นายภูมิธรรมกล่าวว่า สำหรับการผลักดันการส่งออกที่ได้ดำเนินการภายใต้นโยบายปรับส่งออกจากลบเป็นบวก ในช่วง 100 วัน ได้ดำเนินการรวม 73 กิจกรรม คาดการณ์สร้างมูลค่าการส่งออก 12,400 ล้านบาท แต่เกิดผลจริง 25,424.75 ล้านบาท และยังได้ทำแผนล่วงหน้าสำหรับระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า เพื่อผลักดันการส่งออกในปี 2567 โดยกำหนดไว้ทั้งสิ้น 380 กิจกรรม ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการส่งออก 65,701 ล้านบาท</p>

<p>ทั้งนี้ ยังได้กำหนดกลยุทธ์การผลักดันการส่งออก 5 ด้าน โดย 1.จะเปิดประตูโอกาสทางการค้าเชิงรุกสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมด้วยกลยุทธ์เดินสายสร้างสัมพันธ์ เร่งผลักดันการเจรจา FTA การขยายการค้าไปยังเมืองรองที่มีศักยภาพของประเทศต่าง ๆ 2.กำหนดให้ทูตพาณิชย์ทำงานเชิงรุก และบูรณาการทำงานกับพาณิชย์จังหวัดให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก 3.การส่งเสริมการส่งออก Soft Power ของไทยออกสู่ตลาดโลกให้ได้เพิ่มมากขึ้น&nbsp; &nbsp;<br />
4.การปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล และปรับบทบาทเป็นรัฐสนับสนุน โดยที่จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ คือ พ.ร.บ.สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2537 5.การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการส่งเสริมการค้า Cross-border e-commerce ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ การสร้างโชว์รูม ออนไลน์ การจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในไทย ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว และสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ส่งออกรายใหม่&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านการค้าชายแดน มีแผนที่จะยกระดับด่าน เปิดจุดผ่านแดนที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น การจัดตั้งศูนย์บริการการค้าชายแดนเบ็ดเสร็จจุดเดียว (OSS) ในจังหวัดอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น สระแก้ว จันทบุรี หลังจากที่ได้นำร่องเปิดไปแล้ว 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ตาก ตราด สงขลา หนองคาย นครพนม และมุกดาหาร การจัดมหกรรมการค้าชายแดน การผลักดันความร่วมมือและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในกรอบอนุภูมิภาค ทั้งนี้ ยังได้ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาทในปี 2570 ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์ที่จะดำเนินการ คือ พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยกระดับด่านชายแดน ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้า และส่งเสริมการลงทุน<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังได้ลงนามใน MOU กับการบินไทยและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะร่วมมือกันส่งเสริมการตลาดสินค้า บริการ และซอฟต์ พาวเวอร์ของไทย โดยใช้จุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาช่วยขับเคลื่อน &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20231116f59d1953c64607a2c3a21213837b1b51182706.jpg' type='image/jpg' length='525069' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กกร.ออกประกาศใหม่ คุมราคาน้ำตาลหน้าโรงงาน กก.ละ 21-22 บาท ส่วนขายปลีกไม่คุม]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/21411</link>
<guid isPermaLink="false">2634650250a8758e1e6e26d23e9b8693</guid>
<pubDate>Wed, 15 Nov 2023 16:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กกร.ยกเลิกประกาศฉบับเดิม คุมราคาขายหน้าโรงงานและราคาขายปลีกน้ำตาลทราย หลัง ครม. มีมติให้ปรับขึ้นราคากิโลกรัมละ 2 บาท ออกประกาศใหม่ คุมราคาแค่หน้าโรงงาน น้ำตาลทรายขาว กก.ละ 21 บาท น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กก.ละ 22 บาท ส่วนราคาขายปลีกไม่กำหนด แต่ผู้ค้าต้องขายให้สอดคล้องกับต้นทุน ในห้างกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ควรเกิน กก.ละ 26-27 บาท พร้อมยกเลิกควบคุมส่งออกเกิน 1 พัน กก. ต้องขอ เป็นแค่แจ้งปริมาณส่งออกและสต๊อกคงเหลือ ดีเดย์บังคับใช้ 15 พ.ย.เป็นต้นไป</strong><br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้เรียกประชุม กกร. เป็นการเร่งด่วน และมอบหมายให้นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ประธานการประชุม หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายกิโลกรัม (กก.) ละ 2 บาท โดย กกร. มีน มติให้ยกเลิกประกาศ กกร. ฉบับเดิม ที่กำหนดราคาหน้าโรงงาน น้ำตาลทรายขาว กก.ละ 19 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กก.ละ 20 บาท และราคาขายปลีก น้ำตาลทรายขาว กก.ละ 24 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ กก.ละ 25 บาท และจะออกประกาศ กกร.ฉบับใหม่ กำหนดราคาน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์แค่หน้าโรงงานเท่านั้น ที่กก.ละ 21 บาท และ 22 บาท ส่วนราคาขายปลีก ไม่ได้กำหนด แต่ผู้ค้าจะต้องขายในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน<br />
<br />
ยกตัวอย่างเช่น ห้างค้าปลีก ค้าส่ง ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ควรขายไม่เกิน กก. ละ 26-27 บาท ส่วนร้านโชห่วย ร้านค้าทั่วไป ร้านค้าในตลาดสด ราคาขายปลีกขึ้นอยู่กับช่วงของการรับซื้อ ถ้ารับมาหลายต่อ ราคาก็อาจจะสูงขึ้น หรือขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกลสำหรับการขนส่ง หากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ราคาขายปลีกก็อาจสูงขึ้น</p>

<p>ส่วนการส่งออก เดิมกำหนดให้การส่งออกตั้งแต่ 1,000 กก. ขึ้นไป จะต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อน ปรับเป็นไม่ต้องขออนุญาตกรมการค้าภายใน แต่ให้แจ้งปริมาณส่งออกและปริมาณน้ำตาลคงเหลือในสต็อก เพื่อให้สามารถติดตามดูแลปริมาณน้ำตาลในประเทศ ไม่ให้เกิดการขาดแคลน โดยจะประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีน้ำตาลเพียงพอในการใช้ในประเทศ ทั้งนี้ คาดว่า ประกาศฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 15 พ.ย.2566 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์กล่าวว่า ในที่ประชุม สอน. ได้ยืนยันว่าน้ำตาลทรายในประเทศ ไม่ขาดแคลนแน่นอน และสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากนี้ ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะส่งเจ้าหน้าที่ ทั้งจากกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกตรวจสอบสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และการกักตุน หรือปฏิเสธการขาย โดยหากพบผู้ค้ารายใดกักตุน หรือปฏิเสธการขาย หรือขายราคาสูงเกินสมควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกรณีที่ชาวไร่อ้อย ระบุก่อนหน้านี้ว่า หลังจาก ครม. ให้ปรับขึ้นราคา กก. ละ 2 บาท หลังจากนั้น อาจให้ปรับขึ้นอีก กก. ละ 2 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่เพิ่มขึ้นนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง สอน. ต้องหารือกับกระทรวงพาณิชย์ก่อน ตามมติ ครม. ที่กำหนดให้ก่อนปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรมต้องหารือกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชนทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20231115e05ec3935fbb9375b1a1258eb0b790d6164451.jpg' type='image/jpg' length='547932' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม”สั่ง สนค. วิเคราะห์ส่งออกไทย 10 ปี พร้อมข้อเสนอแนะ ร่วมมือกรมต่าง ๆ ทำงาน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/20120</link>
<guid isPermaLink="false">2d475cb5e0c5881b349dca0fccf1cfb7</guid>
<pubDate>Tue, 07 Nov 2023 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:22px;"><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; มอบนโยบายการทำงาน สนค. ในฐานะหน่วยงานมันสมองของกระทรวงพาณิชย์ ขอให้ศึกษาศักยภาพการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 10 ปี พร้อมข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายภาครัฐ และการดำเนินธุรกิจภาคเอกชน สั่งเพิ่มเนื้อหาและข้อมูลในเว็บไซต์ คิดค้า และสนับสนุนการทำงานร่วมกับกรมต่าง ๆ ในพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานมีแผนศึกษาและทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอีกเพียบ &nbsp;</strong><br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายการทำงานให้แก่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โดยได้มอบหมายให้ สนค. ศึกษาศักยภาพการส่งออกสินค้าของไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก โดยภายใน 30 วัน ขอให้มีผลการศึกษาโครงสร้างการส่งออกของไทยในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และจัดทำผลการศึกษาศักยภาพการส่งออกสินค้าของไทย พร้อมข้อเสนอแนะทางนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายของภาครัฐ การดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนและผู้ส่งออก<br />
ทั้งนี้ ให้ศึกษาแนวโน้มการผลิตสินค้าและนโยบายการค้าของประเทศต่าง ๆ การส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross Border E-Commerce) เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนเชิงวิชาการที่จะใช้ในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทย ให้เปลี่ยนผ่านไปสู่สินค้านวัตกรรมและเติบโตอย่างยั่งยืนตามเทรนด์ของโลก &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งขยายขอบเขตเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอข้อมูลของเว็บไซต์&nbsp;<a href="http://www.xn--42ca1c5gh2k.com/" target="_blank">www.คิดค้า.com</a>&nbsp;เพื่อดึงดูดให้ผู้ประกอบการและประชาชนมาใช้งานมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เผยแพร่แล้ว 4 แดชบอร์ด ประกอบด้วย ด้านการค้าระหว่างประเทศ ด้านสินค้าเกษตร ด้านเศรษฐกิจการค้ารายจังหวัด และด้านธุรกิจบริการ</span></p>

<p>นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังได้มอบหมายให้ สนค. กำหนดทิศทางการบูรณาการข้อมูลเศรษฐกิจการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวง เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างมีเอกภาพ สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ลดความซ้ำซ้อน และสามารถชี้นำทิศทางเศรษฐกิจการค้าไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องสนับสนุนการทำงานของกรมต่าง ๆ ในกระทรวงพาณิชย์ เช่น เสนอแนะแนวทางการส่งเสริม SMEs ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยและมีความเกี่ยวโยงกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เสนอแนวทางการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการส่งเสริมการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ และการศึกษาแนวทางที่จะสนับสนุนการใช้ Soft Power ของ SMEs เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและเพิ่มรายได้ให้กับภาคธุรกิจไทย อันจะเป็นการทำงานที่สอดประสานตามนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาลอีกด้วย<br />
&ldquo;สนค. เป็นหน่วยงานเล็กพริกขี้หนู ถึงแม้จะเป็นหน่วยงานที่เพิ่งตั้งขึ้นไม่นาน และมีบุคลากรไม่มาก แต่ถูกวางบทบาทภารกิจให้เป็นหน่วยงานมันสมอง (Think Tank) ของกระทรวงพาณิชย์ จึงถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการช่วยเสนอแนะแนวโน้ม เชื่อมโยงทิศทาง และขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจการค้าร่วมกับหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการค้าที่เกี่ยวข้องได้&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว<br />
อย่างไรก็ตาม ได้รับรายงานจาก สนค. ว่า ปีนี้มีแผนจะศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจชุมชนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การยกระดับและเพิ่มรายได้ภาคเกษตร การพัฒนาเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทสังคมผู้สูงอายุ แนวทางการขยายตลาดสินค้าอาหารไทย โอกาสทางการค้าสินค้าสมุนไพรไทย แนวทางการพัฒนาธุรกิจบริการโลจิสติกส์ และการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น โดยเห็นว่างานศึกษาเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้สามารถกำหนดมาตรการ นโยบาย และกิจกรรมด้านเศรษฐกิจการค้าเพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจไทยต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/2023110763fd86b1e921d58f1b42fc7b8d0b29c1161532.jpg' type='image/jpg' length='360878' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​คณะทำงานถกแผนสร้างสมดุลน้ำตาล ทั้งบริโภค ส่งออก ราคา นัดชี้ขาด 10 พ.ย.นี้]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/20066</link>
<guid isPermaLink="false">fdd241af4d225940e517c07bbea2f4f1</guid>
<pubDate>Tue, 07 Nov 2023 14:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>คณะทำงานบริหารความสมดุลในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ถกนัดแรก วางแผนสร้างความสมดุลในอุตสาหกรรม ทั้งการบริโภคในประเทศ การส่งออก และด้านราคา มอบเคาะต้นทุนชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาลให้จบ ก่อนเสนอคณะทำงานชี้ขาด 10 พ.ย.นี้</strong><br />
นายยรรยง พวงราช ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานบริหารความสมดุลในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เปิดเผยว่า ได้นัดประชุมคณะทำงานชุดนี้ครั้งแรก ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาแนวทางการบริหารความสมดุลในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ ทั้งความสมดุลด้านการบริโภคในประเทศ การส่งออก และด้านราคา โดยตั้งเป้าให้ได้ข้อสรุปภายใน 1 สัปดาห์ จากเดิมกำหนดไว้ 1 เดือน โดยจะนัดประชุมคณะทำงานอีกครั้งในวันที่ 10 พ.ย.2566 เพื่อพิจารณาให้จบ ก่อนที่จะเริ่มฤดูการหีบอ้อย แต่ถ้าประชุมไม่ทัน ก็จะเลื่อนเป็นวันที่ 15 พ.ย.2566 &nbsp;<br />
<br />
สำหรับแนวทางการสร้างความสมดุล ในด้านการบริโภค เห็นตรงกันที่ปัจจุบันมีการบริโภคในประเทศประมาณ 2.5 ล้านตัน และส่งออกประมาณ 7.5 ล้านตัน ซึ่งส่วนนี้ไม่มีปัญหา เพราะระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย มีการบริหารจัดการได้ดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาขาดแคลน ส่วนในด้านราคา ได้มีการพิจารณาต้นทุนของแต่ละฝ่าย ทั้งชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลทราย ในระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70 : 30 ว่าใครมีต้นทุนตรงไหนอย่างไร เพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยกระทรวงพาณิชย์ จะทำงานร่วมกับชาวไร่อ้อย กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหาข้อสรุปออกมาทั้งหมด &nbsp;&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ต้นทุนของชาวไร่อ้อย ที่ได้มีการนำเสนอ เช่น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง พลังงานต่าง ๆ และค่าขนส่งอ้อยไปโรงงาน ส่วนโรงงาน มีต้นทุนการผลิตอ้อยเป็นน้ำตาลทราย มีต้นทุนค่าขนส่ง เป็นต้น ซึ่งได้ให้ไปดูรายละเอียดให้ได้ข้อสรุป และนำเสนอคณะทำงานในวันที่ 10 พ.ย.2566 ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การพิจารณาความสมดุลด้านราคา ก็ต้องดูต้นทุนของทุกฝ่าย และต้องทำให้จบก่อนที่จะเริ่มฤดูกาลหีบอ้อย ที่จะเริ่มตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.นี้เป็นต้นไป ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นอย่างไร เพิ่มขึ้น ลดลงแค่ไหน แล้วถึงจะมาพิจารณาเรื่องราคา โดยจะนำตัวเลข 4 บาทที่มีการเสนอให้ขึ้นไปก่อนหน้านี้มาทบทวนบนพื้นฐานของข้อมูลจากทุกฝ่าย ทั้งชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และฝ่ายผู้บริโภค ที่กรมการค้าภายในมีข้อมูลอยู่ แล้วถึงจะมาตัดสินใจว่าเรื่องราคาจะเป็นอย่างไร ที่จะสร้างสมดุลให้กับทุกฝ่าย&rdquo;นายยรรยงกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ นายกสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 กาญจนบุรี กล่าวว่า การหารือของคณะทำงานในครั้งนี้ ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยชาวไร่อ้อยได้ให้รายละเอียดถึงต้นทุนการปลูกอ้อยและน้ำตาล และเห็นว่าจำเป็นจะต้องสรุปผลเรื่องของต้นทุนให้ชัดเจนและเรียบร้อย ก่อนที่จะมีการเปิดหีบในกลางเดือน พ.ย.นี้&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/2023110728e550c84da1c4cee9fee8f8bfab1fe7143300.jpg' type='image/jpg' length='363700' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ผลพวงรัฐลดค่าครองชีพ ฉุดเงินเฟ้อ ต.ค.66 ลบ 0.31% ลดครั้งแรกในรอบ 25 เดือน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/19940</link>
<guid isPermaLink="false">4b24611780f6c5da4ba8d81d9ef32ddd</guid>
<pubDate>Mon, 06 Nov 2023 16:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ ต.ค.66 ติดลบ 0.31% ปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 25 เดือน เหตุสินค้ากลุ่มพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค ลดลงจากมาตรการลดค่าครองชีพรัฐบาล และสินค้ากลุ่มอาหาร ทั้งเนื้อสุกร ผักสด ราคาถูกกว่าปีก่อน แต่ไม่ต้องกังวล และไม่มีสัญญาณลบอะไร ส่วนยอดรวม 10 เดือน เพิ่ม 1.60% คาดเดือน พ.ย. ลดอีก หลังสินค้ามีแนวโน้มชะลอตัว</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ต.ค.2566 เท่ากับ 107.72 เทียบกับ ก.ย.2566 ลดลง 0.28% เทียบกับเดือน ต.ค.2565 ลดลง 0.31% เป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 25 เดือน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของราคาสินค้ากลุ่มพลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาล และราคาสินค้ากลุ่มอาหาร เช่น เนื้อสุกร และผักสด ที่ราคาต่ำกว่าปีที่แล้ว ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 เดือนของปี 2566 (ม.ค.-ต.ค.) เพิ่มขึ้น 1.60%&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;เงินเฟ้อเดือน ต.ค.2566 ที่กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 25 เดือนนั้น ไม่ได้มีสัญญาณอะไร และไม่ต้องกังวล เพราะเป็นการลดลงจากสินค้าหมวดสำคัญ อย่างพลังงาน และสินค้าที่ปรับลดลงจากมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาล ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว การส่งออก ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และการคาดการณ์เศรษฐกิจของไทย ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ไม่มีปัญหาอะไร และเรื่องเงินฝืด ก็ยิ่งไม่ต้องกังวล ไม่มี&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือนต.ค.2566 ที่ลดลง 0.31% มาจากการลดลงของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.65% ตามการลดลงของราคาเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อสุกร และไก่สด โดยเฉพาะเนื้อสุกรที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก เนื่องจากเกษตรกรเร่งระบายสุกรในช่วงที่ขายได้ราคา แม้ว่ายังไม่ครบอายุการเลี้ยง ผักสด เช่น ต้นหอม ผักบุ้ง แตงกวา ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมาก เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเอื้อต่อการเพาะปลูกมากกว่าปีที่ผ่านมา และน้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) และมะขามเปียก ราคาลดลงต่อเนื่องตามราคาต้นทุนวัตถุดิบ ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้น เช่น ไข่ไก่ นมถั่วเหลือง ผลไม้สด (แตงโม มะละกอสุก กล้วยน้ำว้า) รวมถึงกาแฟผงสำเร็จรูป กับข้าวสำเร็จรูป และอาหารกลางวัน</p>

<p>ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.09% ตามการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า กลุ่มน้ำมันดีเซล) สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด (ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม) เครื่องใช้ไฟฟ้า (พัดลม เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า) ราคาลดลงต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ ส่วนสินค้าที่ราคาสูงขึ้น เช่น ค่าโดยสารเครื่องบิน กลุ่มน้ำมันเบนซิน กลุ่มแก๊สโซฮอล์ และค่าของใช้ส่วนบุคคล (แป้งทาผิวกาย ยาสีฟัน กระดาษชำระ) ราคาเปลี่ยนแปลงเนื่องจากโปรโมชัน รวมถึงค่าแต่งผมชาย/สตรี ค่ายา (ยาแก้ไข้หวัด ยาแก้ปวดลดไข้) บุหรี่ สุรา และไวน์ ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ต.ค.2566 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.08% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.2566 และเพิ่มขึ้น 0.66% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.2565 รวม 10 เดือนเพิ่มขึ้น 1.41%<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน พ.ย.2566 คาดว่าจะปรับลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย.2565 ตามราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องประกอบอาหาร ที่ปรับตัวลดลง และกลุ่มพลังงาน เช่น ไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงสินค้าอุปโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพหลายรายการ ปรับลดลงตามมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล และต้นทุนการผลิตที่ปรับลดลง ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าไม่เพิ่มขึ้น ประกอบกับฐานราคาในช่วงเดียวกันของปี 2565 อยู่ระดับสูง ทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง<br />
ทั้งนี้ เงินเฟ้ออาจจะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยว การส่งออก และราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าวเปลือก มันสำปะหลัง และยางพารา ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้รายได้เกษตรกร และค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ในระดับดี รวมทั้ง สถานการณ์อุปทานพลังงานที่ยังตึงตัว จากมาตรการจำกัดการผลิตและส่งออกน้ำมันของผู้ผลิตรายสำคัญของโลก และความขัดแย้งในต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2566 อยู่ระหว่าง 1.0&ndash;1.7% ค่ากลาง 1.35% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202311069b57eec4afed55e6a14af5c6dff14f37165107.jpg' type='image/jpg' length='363326' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” สั่งตั้งคณะทำงานร่วม 4 ฝ่าย หาทางออกแก้ปัญหาอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/19597</link>
<guid isPermaLink="false">abdcd0d5d4216cd73b4f3802e30dcc59</guid>
<pubDate>Fri, 03 Nov 2023 16:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; สั่งตั้งคณะทำงานร่วม 4 ฝ่าย พาณิชย์-เกษตร-อุตสาหกรรม-ชาวไร่อ้อย หาทางออกดีที่สุดแก้ปัญหาอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ ขีดเส้นจบภายใน 1 เดือนก่อนเปิดหีบ เผยหากคุยครบทุกฝ่ายและยอมรับกันได้ แม้จะเสนอให้ถอดออกจากสินค้าควบคุม ก็พร้อมทำ ด้านชาวไร่อ้อย พอใจผลหารือ สั่งระงับปิดโรงงานน้ำตาล วันที่ 6 พ.ย.นี้ ไปก่อน</strong><br />
<br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกับตัวแทนชาวไร่อ้อย ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับฟังความเดือดร้อนและข้อกังวลของชาวไร่ กรณีที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้นำน้ำตาลทรายเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุม รวมถึงรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งได้ยืนยันว่า กกร. ได้ออกประกาศเป็นสินค้าควบคุมไปแล้ว ก็ต้องให้เป็นสินค้าควบคุมต่อไป แต่เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับอุตสาหกรรมนี้ จึงได้ตั้งคณะทำงานบริหารความสมดุลในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดยมีนายยรรยง พวงราช ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นเลขานุการ และมีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงตัวแทนจากกระทรวงอุตสาหกรรมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และชาวไร่อ้อย 4 คนรวมเป็นคณะทำงาน<br />
<br />
&ldquo;คณะทำงานชุดนี้ จะหารือกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับอุตสาหกรรมทั้งระบบ และเกิดความยั่งยืนของอุตสาหกรรม เมื่อได้ข้อสรุปอย่างไรแล้ว ก็ให้เสนอมา แม้กระทั่งให้นำออกจากบัญชีสินค้าควบคุมก็พร้อมทำ แต่ต้องเป็นทางออกของทุกฝ่าย และคุยให้ครบทุกฝ่าย มีระยะเวลาการทำงานไม่เกิน 1 เดือน ถ้าได้ข้อสรุปเร็วกว่านี้ได้ยิ่งดี เพื่อให้ทันกับการเปิดหีบอ้อยในเร็ว ๆ นี้ โดยจะประชุมนัดแรกวันที่ 6 พ.ย.นี้&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>

<p>นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ นายกสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 กาญจนบุรี กล่าวว่า จากการหารือกับ รมว.พาณิชย์ ชาวอ้อยมีความพอใจในแนวทางที่ให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเจรจาหาทางออกแก้ปัญหาอ้อยและน้ำตาลทรายร่วมกัน &nbsp;ดังนั้น ชาวไร่อ้อยจึงมีความเห็นร่วมกันที่จะระงับมาตรการปิดโรงงานผลิตน้ำตาลทั่วประเทศ ในวันที่ 6 พ.ย.2566 ไว้ก่อน เพื่อได้มีเวลาหารือ และดูแลราคาน้ำตาลและอ้อยร่วมกันอย่างยั่งยืน ซึ่งคาดจะได้ข้อสรุปก่อนมีการเปิดหีบอ้อยช่วงปลายเดือนพ.ย. หรือต้นเดือนธ.ค.นี้<br />
<br />
ทั้งนี้ สมาคมฯ ยืนยันว่าแม้ปีนี้ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลจะลดลงจากภาวะภัยแล้ง แต่ยังคงมีปริมาณน้ำตาลทรายเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศแน่นอน ขณะที่ต้นทุนการปลูกอ้อยของเกษตรกรอยู่ที่ตันละ 1,400 บาท ซึ่งเท่ากับราคาน้ำตาลทรายที่กิโลกรัม (กก.) ละ 22 บาท ส่วนการลักลอบส่งออกตามชายแดน ยืนยันว่าผู้ผลิตได้มีระบบควบคุมตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางอยู่แล้ว ขายให้ใคร ปริมาณเท่าไร ซึ่งดูแลไม่ให้เกิดการลักลอบได้ระดับหนึ่ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/202311033289eeae455e0e03bc4b8c7f6043c967161123.jpg' type='image/jpg' length='362258' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” มอบนโยบายพาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์ ผนึกกำลังดันสินค้าไทยขายต่างประเทศ]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/19596</link>
<guid isPermaLink="false">09738abc929890ebd85704edaf2d22b6</guid>
<pubDate>Fri, 03 Nov 2023 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; มอบนโยบายการทำงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ผนึกกำลังช่วยผลักดันการส่งออกสินค้าไทย โดยมีแผน เป้าหมาย และการประเมินผลที่ชัดเจน พร้อมให้ตามหาอินฟลูเอนเซอร์ รีวิวสินค้าและบริการไทย เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มยอดขาย สั่งใช้ร้านอาหาร Thai SELECT โปรโมต Soft Power อาหาร เพลง มวยไทย ย้ำประเมินผลงานทุก 2 ปี ใครทำดี ผลงานเด่น ได้โปรโมต เตรียมนัดประชุม 10 พ.ย.นี้ ประเมินส่งออกปีนี้ และปี 67 &nbsp;</strong><br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก ว่า การประชุมในครั้งนี้ เกิดจากแนวคิดในการผลักดันให้ทูตพาณิชย์เป็นทัพหน้าร่วมกับพาณิชย์จังหวัด ในการช่วยกันขับเคลื่อนการส่งออกให้กับประเทศ โดยพาณิชย์จังหวัดจะต้องมีข้อมูลสินค้าเด่นของแต่ละจังหวัด ช่วยยกระดับผู้ประกอบการในท้องถิ่น ให้สามารถขยายตลาดสู่การค้าระหว่างประเทศ และทูตพาณิชย์จะต้องเป็นผู้ช่วยเหลือในการทำตลาด มีการวางแผนงานการดำเนินงาน เป้าหมาย และประเมินความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ฑูตพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัดค้นหาผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางให้คนรู้จักสินค้าไทยมากขึ้นด้วยการรีวิวสินค้าให้แก่กับผู้ติดตามได้รับชม เพื่อโน้มน้าวให้คนสนใจและมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ติดตามในการซื้อสินค้าและบริการของไทย และมอบหมายให้ทูตพาณิชย์ค้นหาร้าน Thai SELECT จำนวน 5 ร้านในแต่ละประเทศ เพื่อเป็นที่จัดแสดงสินค้าไทยและสะท้อนภูมิปัญญาของไทย เช่น อาหาร เพลง มวยไทย เป็นต้น ผลักดันให้เป็น Soft Power<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ผมต้องการส่งเสริมวัฒนธรรมใหม่ในกระทรวง โดยการวัดผลการทำงาน จะดูภายใน 2 ปี หากทำงานได้ดี ไม่ต้องมีเส้นสาย แม้อยู่ประเทศเล็ก แต่ถ้าสามารถทำงานเป็นที่ประจักษ์ ก็พร้อมส่งเสริมไปสู่ประเทศที่ดีกว่า และอยากให้ข้าราชการจากกรมต่าง ๆ ในกระทรวงพาณิชย์ สามารถปรับเปลี่ยนโยกย้ายไปทำงานได้ เพราะต้องการให้เกิดการบูรณาการทำงานเป็นทีม ซึ่งได้มอบหมายปลัดกระทรวงพาณิชย์รับไปดำเนินการแล้ว&rdquo;นายภูมิธรรมกล่าว</p>

<p>นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังได้กำหนดจัดการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกปี 2566 ร่วมกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ในวันที่ 10 พ.ย.2566 คาดว่าจะเห็นตัวเลขการส่งออกที่ชัดเจนของปีนี้ และจะประเมินสถานการณ์การส่งออกของปี 2567 รวมทั้งจะได้เตรียมข้อมูลเพื่อร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีในวันที่ 21-23 พ.ย.2566 ที่นายกฯ ได้นัดประชุมทีมไทยแลนด์ เพื่อเร่งรัดการขยายการค้า การลงทุนให้กับประเทศไทยด้วย<br />
สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วน ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่อยู่ในพื้นที่ ๆ มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อย่างล่าสุดอิสราเอล-ฮามาส ขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ให้รวมไปถึงการติดตามมาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ ๆ ที่ประเทศคู่ค้านำมาใช้ด้วย เพื่อเตือนภัยให้กับผู้ประกอบการของไทย และจะได้รับมือได้ทัน</p>

<p><br />
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกของไทยในปี 2566 กระทรวงพาณิชย์มองว่าจะติดลบน้อยกว่าที่ภาคเอกชนคาดการณ์ไว้ที่ลบ 2% ส่วนเป้าหมายการส่งออกในปี 2567 จะนัดประชุมทูตพาณิชย์จากทั่วโลก และภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในวันที่ 10 พ.ย.2566 นี้ เพื่อประเมินแนวโน้มการส่งออก รวมถึงการพิจารณาจัดทำแผนส่งเสริมและผลักดันการส่งออก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20231103db394a716c7c8870e69f4ed6d7f956fb160939.jpg' type='image/jpg' length='489388' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ทำยุทธศาสตร์การค้าชายแดน ตั้งเป้าดันมูลค่าเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านปี 70]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/19061</link>
<guid isPermaLink="false">6651d287559f18d604e921c2df880085</guid>
<pubDate>Wed, 01 Nov 2023 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมการค้าและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน ปี 67&ndash;70 ลุยพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน อำนวยความสะดวกด่านชายแดน ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้า และส่งเสริมการลงทุน ตั้งเป้าดันการค้าเพิ่มเป็น 2 ล้านล้านบาทในปี 70 พร้อมปรับอำนาจหน้าที่คณะกรรมการให้มีบทบาทมากขึ้น ดันจัดตั้งศูนย์ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ นำร่อง 10 จังหวัด สั่งเร่งเปิดด่านชายแดนให้ครบ ส่วนยอดการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือน ก.ย. มูลค่า 148,564 ล้านบาท ลด 3.32% รวม 9 เดือน มูลค่า 1,311,372 ล้านบาท ลด 2.26%</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้เชิญหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดนและผ่านแดน มาประชุมเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมการค้าและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน ปี 2567&ndash;2570 โดยได้กำหนด 4 ยุทธศาสตร์ย่อย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กระทรวงพาณิชย์ในส่วนของการส่งเสริมการค้า ได้แก่ 1.พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้า 2.ยกระดับศักยภาพและการอำนวยความสะดวกของด่านชายแดน 3.ส่งเสริมและใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ และ 4.ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ชายแดนและประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเป้าประสงค์หลักในการเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เป็น 2 ล้านล้านบาท ในปี 2570 และยังกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการทำหน้าที่ขับเคลื่อนแต่ละยุทธศาสตร์ย่อยด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาการค้าชายแดนและผ่านแดน โดยมีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ มาตรการและแนวทางการดำเนินการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน และติดตามผลการดำเนินงานของส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์ ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนภาคเอกชนและภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนชายแดนและผ่านแดนให้มากขึ้น และให้แก้ไขชื่อคณะกรรมการฯ เป็น &ldquo;คณะกรรมการส่งเสริมการค้าและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้ผลักดันการจัดตั้งศูนย์ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS) ในจังหวัดที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูง โดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน ผ่านแดนแบบครบวงจร มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นต้น โดยกำหนดเป้าหมายการดำเนินการระยะสั้น (Quick Win) 3 เดือน ระยะกลาง 6 เดือน และระยะยาว 1 ปีขึ้นไป<br />
สำหรับจังหวัดที่มีมูลค่าการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านสูงและมีความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์ OSS จำนวน 10 จังหวัด และมีความพร้อมจัดตั้งได้ทันที 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ตาก ตราด และสงขลา มีความพร้อมดำเนินการจัดตั้งได้ภายใน 3 เดือน 4 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย อุดรธานี นครพนม และมุกดาหาร ส่วนจังหวัดจันทบุรีอยู่ระหว่างขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ และจังหวัดสระแก้วอยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารศุลกากรบ้านหนองเอี่ยน&ndash;สตึงบท คาดว่าจะสามารถจัดตั้งศูนย์ OSS ใน 2 จังหวัดดังกล่าวได้ในปี 2568</span></p>

<p><span style="color:#000000;">นอกจากนี้ ได้มีการติดตามการเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติม เพื่อขนส่งสินค้าภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงเดือนส.ค.2566 ถึงปัจจุบัน มีจุดผ่านแดนฝั่งไทยเปิดแล้ว 86 แห่ง จากทั้งหมด 95 แห่ง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเปิด 73 แห่ง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะผลักดันการเปิดด่านอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประเทศเพื่อนบ้านให้เปิดด่านตรงข้ามกับที่ฝั่งไทยเปิดแล้วหรือมีความพร้อมที่จะเปิดด่าน&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนผลการดำเนินโครงการจับคู่กู้เงิน โดยร่วมมือกับ EXIM Bank และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย (บสย.) ในการปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่การส่งออก รวมถึงผู้ประกอบการค้าชายแดน ณ วันที่ 13 ต.ค.2566 มีผู้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อ 1,689 ราย วงเงินรวม 6,607.9 ล้านบาท อนุมัติวงเงินแล้ว 1,649 ราย วงเงินรวม 6,444.9 ล้านบาท<br />
นายรณรงค์กล่าวว่า ทางด้านการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.ย.2566 มีมูลค่า 148,564 ล้านบาท ลดลง 3.32% แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 87,480 ล้านบาท ลดลง 3.97% และการนำเข้ามูลค่า 61,084 ล้านบาท ลดลง 2.37% ได้ดุลการค้ามูลค่า 26,396 ล้านบาท และหากแยกเฉพาะการค้าชายแดน มีมูลค่า 75,704 ล้านบาท ลดลง 16.19% เป็นการส่งออก มูลค่า 48,113 ล้านบาท ลดลง 15.69% นำเข้ามูลค่า 27,591 ล้านบาท ลดลง 17.03% ได้ดุลการค้า มูลค่า 20,522 ล้านบาท และการค้าผ่านแดน มูลค่า 72,860 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.03% เป็นการส่งออก มูลค่า 39,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.69% นำเข้า มูลค่า 33,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.26% ได้ดุลการค้า มูลค่า 5,874 ล้านบาท &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การค้าชายแดนกับ 4 ประเทศในช่วงเดือน ก.ย.2566 ไทยค้ากับมาเลเซีย สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา ลดลง ส่วนการค้าผ่านแดนกับจีน เพิ่มขึ้น แต่กับสิงคโปร์ และเวียดนามลดลง&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนยอดรวม 9 เดือนปี 2566 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่า 1,311,372 ล้านบาท ลดลง 2.26% เป็นการส่งออก มูลค่า 755,206 ล้านบาท ลดลง 2.06% และนำเข้ามูลค่า 556,167 ล้านบาท ลดลง 2.53% ได้ดุลการค้า 199,039 ล้านบาท และหากแยกเฉพาะการค้าชายแดน มีมูลค่า 701,404 ล้านบาท ลดลง 12.27% เป็นการส่งออก มูลค่า 439,220 ล้านบาท ลดลง 10.02% นำเข้า มูลค่า 262,184 ล้านบาท ลดลง 15.80% ได้ดุลการค้า 177,036 ล้านบาท และการค้าผ่านแดน มูลค่า 609,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.52% เป็นการส่งออก มูลค่า 315,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.69% นำเข้ามูลค่า 293,983 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.42% ได้ดุลการค้า 22,002 ล้านบาท</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/2023110143402d7aada016311238b0a7aeccaa29161954.jpg' type='image/jpg' length='132745' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘เศรษฐา’ หารือ นายกฯ สปป.ลาว ย้ำซื้อขายพลังงานสะอาด-การขนส่งทางบก]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/18873</link>
<guid isPermaLink="false">85b3144055ef3445004e82b0a011e127</guid>
<pubDate>Tue, 31 Oct 2023 16:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>30 ต.ค.2566&nbsp; -ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และการหารือเต็มคณะระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป. ลาว โดยภายหลังเสร็จสิ้น นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้ นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรี สปป. ลาว ต่างแสดงความยินดีที่ได้พบกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดกัน โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้ การค้า นายกรัฐมนตรีพร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจระหว่าง สปป. ลาว กับ ภาคอีสานของไทย ให้เป็น Growth Area ที่เกื้อกูลกัน พร้อมเห็นควรร่วมกันหาแนวทางลดอุปสรรคและเร่งอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการค้าที่ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568 ทั้งนี้ ฝ่ายไทยพร้อมจัดการประชุมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว ครั้งต่อไป เพื่อกำหนดแนวทางในการเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกันต่อไปโครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมโยง นายกรัฐมนตรีย้ำการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล สปป. ลาว ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศจาก Land-locked เป็น Land-linked และพร้อมสานต่อการทำงานร่วมกับฝ่าย สปป. ลาว ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ</p>

<p>สำหรับความเชื่อมโยงทางระบบราง นายกรัฐมนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการหารือรายละเอียดเพื่อเริ่มก่อสร้างสะพานสำหรับรถไฟข้ามแม่น้ำโขง (หนองคาย-เวียงจันทน์) โดยไทยพร้อมสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการจัดทำกรอบความตกลง (Technical Arrangement) เพื่อเริ่มเดินรถไฟระหว่างสถานีท่านาแล้งมาถึงสถานีรถไฟเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ได้ในต้นปีหน้า ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างกัน</p>

<p>สำหรับความเชื่อมโยงทางถนนและสะพาน นายกรัฐมนตรียินดีที่หลายโครงการมีความคืบหน้า ทั้งโครงการสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ซึ่งก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์ โครงการสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 6 (อุบลราชธานี-สาละวัน) ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในหลักการแล้ว รวมถึงโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 12 (นครพนม/ท่าแขก แขวงคำม่วน &ndash; นาเพ้า แขวงบอลิคำไซ/ จาลอ จังหวัดกว่างบิงห์ เวียดนาม) เพื่อช่วยส่งเสริมการขนส่งระหว่างไทย &ndash; สปป. ลาว &ndash; เวียดนาม &ndash; จีน ให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามแนวเส้นทางนี้ด้วย</p>

<p>การขนส่งและโลจิสติกส์ ในด้านราง นายกรัฐมนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่ง ทั้งนี้ ฝ่ายลาวรับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาร่วมกัน โดยขอให้มีการกำหนดอัตราค่าบริการ (handling charge) ที่ชัดเจน และแน่นอนในการเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่เวียงจันทน์ (Vientiane Logistic Park -VLP) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนได้ล่วงหน้า การค้าขายทางระบบรางจะเพิ่มขึ้น ในด้านถนน นายกรัฐมนตรีขอให้ฝ่ายลาวพิจารณาให้รถบรรทุกหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ของไทยขนส่งสินค้าเข้าไปใน สปป. ลาว ได้เหมือนช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ด้านพิธีการศุลกากร นายกรัฐนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการจัดตั้ง Common Control Area (CCA) ที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย</p>

<p>ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ และเห็นพ้องเร่งรัดการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ระหว่าง 3 ประเทศ (ไทย สปป. ลาว และเมียนมา) ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ ไทยมีแผนสนับสนุน สปป. ลาว ในการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงการเกิดไฟป่า (Fire Risk Map) และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหน่วยงานของทั้งสองฝ่ายจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดต่อไป</p>

<p>พลังงานสะอาด นายกรัฐมนตรีสนใจซื้อพลังงานสะอาดจากลาวเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ขยายตัว&nbsp; ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี สปป. ลาว ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสารสำคัญ และส่งมอบโครงการต่าง ๆ ดังนี้ 1. พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กับกระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สปป. ลาว 2.พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือสำหรับการให้ความร่วมมือทางวิชาการในรูปแบบการเสริมสร้างขีดความสามารถสำหรับการฝึกพนักงานขับรถไฟและพนักงานจำหน่ายตั๋ว และการจัดทำแผนธุรกิจให้กับรถไฟแห่งชาติลาว (Record of Discussions between NEDA and Lao National Railway for the Technical Assistance for the Capacity Building for Locomotive Driving and Ticketing System and Development of a Business Model for the Lao National Railway) 3.พิธีส่งมอบสวนรุกชชาติมิตรภาพเพื่อฉลองครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตราชอาณาจักรไทย &ndash; สปป. ลาว 4. พิธีส่งมอบศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่โรงเรียนเทคนิควิชาชีพแบบผสม แขวงอัตตะปือ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20231031fff25d6ad78df87bbcf1297e60f38030165659.jpg' type='image/jpg' length='301358' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หนุนศุลกากรหนองคาย One Stop Service ดันส่งออกชายแดน-จีน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/18727</link>
<guid isPermaLink="false">3653f1bbee2e52ee49ce5e981690d697</guid>
<pubDate>Tue, 31 Oct 2023 10:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><strong>นายกรัฐมนตรี เดินหน้าทำด่านศุลกากรหนองคาย เป็น One Stop Service รองรับส่งออกตลาดจีน หนุนท่องเที่ยวทุกจังหวัด ด้านภูมิธรรมดูความพร้อมเปิดจุดผ่อนปรนบ้านหม้อ เพื่อประโยชน์ 2 ฝ่าย เล็งชงนายกฯคุยระดับบริหารให้คืบหน้าเร็วขึ้น</strong></span></p>

<p><span style="color:#000000;">นายเศรษฐาระบุว่า ตนต้องการให้จังหวัดได้พัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อผลักดันศูนย์ให้บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS) ทำให้การบริการภาครัฐรวมอยู่ในระบบเดียว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการและส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน หากจังหวัดหนองคายดำเนินการเป็นจังหวัดแรก ที่รวมบริการทั้งหมด เพื่อขยายตัวอย่างไปจังหวัดต่าง ๆ จากนี้ก็ต้องการให้ไป workshop กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทำให้การขนถ่ายสินค้าง่ายขึ้น&nbsp; &ldquo;หากทำการค้าขายแล้วไม่มีความสะดวกและรัฐไม่สนับสนุนก็จะเกิดอุปสรรค อยากให้กรมศุลกากร ตรงจุดนี้ทำเป็นสถานที่แรก หากติดขัดตรงไหนให้บอก เพราะมองว่าหากลงทุนค้าขายจำนวนมากแล้วทำไม่ได้ ไม่สามารถผ่านไปได้ก็เหนื่อย&rdquo;</span></p>

<p><span style="color:#000000;">นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ไทย-จีนมีความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งจากการพูดคุยหารือนักลงทุนประเทศจีนมีความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งสินค้าเกษตร ขอให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานให้เกิดความร่วมมือ นำนักลงทุนมาลงทุนในประเทศไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม&nbsp; พร้อมกันนี้ กระทรวงวัฒนธรรมขับเคลื่อน Soft Power ควบคู่กับกระทรวงพาณิชย์ ที่จะเชิญทูตพาณิชย์แต่ละประเทศมาเวิร์กช็อปในเดือนหน้า เพื่อเฟ้นหาสินค้าที่ชนะเลิศ หรือ champion product ของแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ เพื่อจะนำไปขายต่อให้กับขาวโลกได้ พร้อมเร่งทำการค้าขายในเชิงรุก รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศก็จะมีการประชุมทูตานุทูตไทยประจำแต่ละประเทศเพื่อหารือในเรื่องนี้เช่นกัน เผื่อหาช่องทางดึงดูดนำนักธุรกิจเข้ามาลงทุนในประเทศและสินค้าไทยออกไปขายต่างประเทศด้วย</span></p>

<p><span style="color:#000000;">ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า การค้าชายแดนเป็นสิ่งที่นายกฯและตนให้ความสำคัญ และตนได้มาลงพื้นที่จุดผ่อนปรนบ้านหม้อ พร้อมกับประชุมร่วมกับนายกฯ เพื่อผลักดันศูนย์ให้บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service :OSS) ที่จังหวัดหนองคาย ซึ่งต้องการให้เร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม แม้จะเปิดทันทีไม่ได้ แต่ก็ขอให้เห็นว่าได้เริ่มหากเจอปัญหาก็จะได้แก้ไข สำหรับการดูจุดผ่อนปรน จังหวัดหนองคายมีด่านชายแดนริมโขงอยู่ 4 จุด เวลานี้ค่อนข้างแออัด ซึ่งหลังจากโควิดลดลงก็สามารถเปิดได้บางด่าน แต่ยังไม่ได้เปิดทุกจุด ด่านที่ศรีเชียงใหม่ เมื่อก่อนมีประชาชน 2 ฝั่ง มีการเคลื่อนย้ายไปมา มีสินค้าไทยเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นที่ต้องการ เนื่องจากตรงข้ามกับนครหลวงเวียงจันทน์ โดยมีมูลค่าการค้าประมาณ 400-500 ล้านบาท และประเทศไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาโดยตลอด ซึ่งทางเวียงจันทน์เห็นว่าหากทำแบบเดิมจะทำให้เสียดุลต่อเนื่องจึงอยากให้มีการหาช่องทางปรับทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น อย่างไรก็ดี ตนได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียด แต่เท่าที่ทราบ คือ ความสมดุลของทั้งสองฝ่ายเขาควรจะได้ด้วยกัน และการเดินทางข้ามประเทศที่สะดวก ซึ่งได้พิจารณาดูแล้วว่าสามารถข้ามไปได้ โดยทางจังหวัดหนองคายเดิมก็มีการข้ามไปมาอยู่แล้ว แต่มีปัญหาติดขัดในเรื่องของระบบโลจิสติกส์การขนส่งที่ยังไม่เพียงพอ การขนส่งสินค้ายังติดขัดหลายชั่วโมง ต้องไปหาหนทาง หากเป็นเรื่องโครงสร้างสะพานอาจเป็นเรื่องใหญ่ ต้องหาช่องทางที่ปรับให้เหมาะสม เช่นท่าเรือ ซึ่งอาจจะไม่แพงเกินไป สามารถข้ามไปฝั่ง สปป.ลาวได้ หรืออาจเป็นแพขนานยนต์ เป็นเรื่องที่มอบให้ในพื้นที่ประสานงาน เพราะรู้ปัญหาในพื้นที่อยู่แล้ว รู้ถึงความจำเป็น โดยจะมีการนำไปหาหรือใน ครม. หารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหารือกับกระทรวงต่างประเทศ รวมถึงกระทรวงคมนาคม หากหลายส่วนร่วมมือกันเชื่อว่าจุดผ่อนปรนนี้จะสะดวกยิ่งขึ้น จะยิ่งสร้างมูลค่าได้มากกว่า 400-500 ร้อยล้าน เวลานี้กระทรวงพาณิชย์ถือว่ามีภารกิจที่จะขยายช่องทางการค้าด้วยการค้าชายแดนให้มากขึ้น พยายามเปิดจุดผ่อนปรน ทุกจุด แต่ก็ต้องคำนึงถึงความต้องการของทั้งสองฝ่าย เมื่อกลับไปจะไปดูอีกครั้งหนึ่ง โดยจะหาเวลารายงานสถานการณ์กับนายกรัฐมนตรีว่าติดขัดมีส่วนใด และให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เจรจาในระดับบริหาร ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การเปิดจุดผ่อนปรนต่าง ๆ ทำได้เร็วขึ้น และกระทรวงพาณิชย์จะมีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีการจัดประชุมเร็ว ๆ นี้ โดยการค้าชายแดนยังถือว่าเป็นช่องทางในการสร้างรายได้หลักเข้าประเทศ</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/20231031bfc08c35cb200926f6395323201f2391104124.jpeg' type='image/jpg' length='135268' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” ชง นบข. 1 พ.ย. ไฟเขียว 4 มาตรการ ดูดซับข้าว 14 ล้านตัน จ่ายไร่ละพัน]]></title>
<link>https://nongkhai.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/18657</link>
<guid isPermaLink="false">5ed35098b0ccaf64b87a4208bbf2d21b</guid>
<pubDate>Mon, 30 Oct 2023 16:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เตรียมเสนอ นบข. วันที่ 1 พ.ย.นี้ ไฟเขียว 4 มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวปี 66/67 วงเงิน 69,043.03 ล้านบาท ตั้งเป้าดูดซับข้าวปริมาณรวม 14 ล้านตัน ทั้งให้สินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อรวบรวมข้าว ชดเชยดอกเบี้ยเก็บสต๊อก และจ่ายไร่ละ 1,000 บาท ให้เกษตรกร 4.68 ล้านครัวเรือน มั่นใจดูแลราคาข้าวให้สูงขึ้น และวงเงินที่ใช้ ไม่มีปัญหาเพดานหนี้</strong><br />
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้แจ้งกับเกษตรกรว่ากระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปี 2566/67 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกับเกษตรกร โรงสี และผู้ส่งออก โดยมีจำนวน 4 มาตรการ ที่จะนำมาใช้ดูแลผลผลิตข้าวที่กำลังจะออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือน พ.ย.2566 เป็นต้นไป มีวงเงินที่จะนำมาใช้รวม 69,043.03 ล้านบาท และจะนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาในวันที่ 1 พ.ย.2566<br />
สำหรับ 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1.สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงิน 10,120.71 ล้านบาท โดยช่วยค่าฝาก 1,500 บาท/ตัน ในกรณีเข้าร่วมกับสหกรณ์ สหกรณ์รับ 1,000 บาท/ตัน เกษตรกรรับ 500 บาท/ตัน เก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง 1&ndash;5 เดือน เริ่ม 1 ต.ค.2566-29 ก.พ.2567 และเกษตรกรสามารถนำข้าวไปขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยข้าวหอมมะลิตันละ 12,000 บาท ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 10,500 ล้านบาท ข้าวหอมปทุมธานี ตันละ 10,000 บาท ข้าวเจ้า ตันละ 9,000 บาท และข้าวเหนียว ตันละ 10,000 บาท หากข้าวราคาขึ้น เกษตรกรสามารถไปไถ่ถอนออกมา เพื่อนำมาจำหน่ายได้<br />
2.สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 1 ล้านตัน วงเงิน 481.25 ล้านบาท โดยสหกรณ์จ่ายดอกเบี้ย 1% รัฐช่วยดอกเบี้ย 3.85% ระยะเวลา 15 เดือน ระยะเวลาการจ่ายสินเชื่อ 1 ต.ค.2566-30 ก.ย.2567</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://nongkhai.moc.go.th/th/file/get/file/2023103096aef1abb6c418ae46785ee6a1dc5d59164052.jpg' type='image/jpg' length='478898' />
</item>
</channel>
</rss>
